Pond's profilePondPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    August 24

    ความลับ

    เมื่อหลายปีก่อนฉันเคยเขียนถึงความลับลงในThaidiarist
    ตอนนั้นฉันเขียนด้วยอารมณ์กรุ่นจากการเพิ่งอ่าน Can you keep a secret?
    หนึ่งในนิยายน่ารักตลอดกาลของ โซฟี คินเซลลาส เจ้าของนิยายสาวนักช้อปคนนั้นไง
    จุ๊ จุ๊ ขอแอบกระซิบข้างหูนิดนึงว่าฉันชอบเรื่องนี้มากกว่าเรื่องสาวนักช้อปมากกว่าเป็นไหนๆ
     
    ความลับมีในโลกจริงเหรอ?
    ฉันคงต้องขอเถียงขาดใจ เพราะฉันเชื่อว่าความลับมันไม่มีในโลก
    เพราะเรื่องลับๆสำหรับคนๆนึง
    มันกลับกลายเป็นเรื่องต้องเล่ากับคนอีกคนนึง
     
    เรื่องลับของฉันเรื่องหนึ่ง อาจจะลับสำหรับพ่อแม่
    แต่ไม่ลับสำหรับน้องสาว หรือเรื่องลับกับน้องสาวแต่อาจไม่ลับกับแฟน
    อืม แล้วอย่างนี้มันจะยังเรียกว่าความลับได้อีกเหรอ?
     
    แถมเวลาอัดอั้นอยากจะขยายความลับให้คนรอบข้างรู้
    ก็ยิ่งต้องย้ำว่าลับมากนะ ห้ามบอกใครอีก
    นั่นละค่ะคุณ มันจะยิ่งไปได้ไกลว่าไฟลามทุ่ง เร็วเสียยิ่งกว่าแสงด้วยซ้ำไป!!!
    แล้วแบบนี้ยังจะกล้าพูดอีกเหรอว่ามันเป็นความลับ???!!!
     
    ฉันเห็นโนบีตะซ่อนกระดาษคำตอบ0คะแนนไว้ที่ไหน
    ก็ยังไม่วายโดนแม่หาเจอได้ทุกครั้ง
     
    เฮ้อ นี่ฉันมาบ่นอะไรแถวนี้เนี่ย???
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    July 14

    เทศกาลงานยุ่ง

    หายหัวหายเฮดไปจนงงตัวเอง
    อยากจะเขียนแต่ก็ไม่มีเวลามั่ง หาเวลาไม่ได้
    ทั้งๆที่ช่วงนี้มีเรื่องยุ่งเรื่องวุ่นเข้ามาในชีวิตเยอะเหลือเกิน
    เริ่มจากอันไหนก่อนดี?
    เอาเป็นเรื่องคุณป้าสุดที่รักก่อนดีกว่า
    อาทิตย์ก่อนช่วงหยุดยาวฉันขับรถหมายจะพาหลานไปให้เล่นเสียหน่อย
    อีกสองเลี้ยวถึงหน้าบ้านแล้วดเอะใจนิดนึงโทรไปหา
    ได้ความว่าขณะนี้ขบวนสามแม่ครัวอยู่โคราช
    กำลังออนทริปไปอุบล เพราะหยี่โกวจะไปหาหมอที่เป็นญาติคนหนึ่ง
    ให้แกช่วยตรวจเรื่องการผ่าตัดเพื่อหา second opinion
    ฉันก็รับทราบแล้วก็โทรไปรายงานคุณน้อง
    อีกสองวันต่อมาขณะกำลังใช้แรงงานทาสในวันหยุดอยู่ที่ออฟฟิศ
    ตั่วโกวโทรมาก่อนจะขับรถออกจากออฟฟิศ
    เล่าความว่า ตอนนี้ตั่วโกวอยู่รพ.อุบลรักษ์  ธนบุรี
    เพิ่งผ่าตัดเสร็จกำลังพักฟื้น พอดีเห็นหยี่โกวหาเลยหาด้วย
    หมอบอกจะผ่ามั้ยแป้ปเดียวเอง แกก็เลยตกลงเพราะเห็นมันแป๊ปเดียว
    ผ่ากระดูกสันหลังนะเฟร้ย ไม่ใช่หกล้มเข่าแตก!!!!
    ประโยคหลังเล่นเอาฉันเบรคหัวเกือบทิ่ม
    ได้ข่าวว่าขาไปเนี่ยบอกมาว่าจะไปเป็นเพื่อนหยี่โกว
    ไหงได้เป็นคนผ่าซะเอง แถมตอนนี้อยู่รพ.คนเดียวอีก
    ฟังแล้วโกรธปรี๊ดดดด จนต้องต่อสายตรงไปกรี้ดที่ลอนดอน
    เฮ้ยนี่มันอะไรกั๊นนนนนน
    สองพี่น้องร่วมด้วยช่วยกันกรี้ด
    วันรุ่งขึ้นฉันพยายามหาไฟลท์ไปอุบลหลังจากเช็คกับนางพยาบาลที่นั่น
    เรื่องอาการและผลการผ่าตัดในเบื้องต้น
    (ขอโทษพยาบาลด้วยนะคะ เจอฉันวีนแตกเข้าไป^^")
    ยังนะ ยังไม่สุดทีเด็ดยังมีหลังจากนี้
    พอวันรุ่งขึ้นฉันโทรไปหาคุณเจ๊อ๋าอีกที
    เธอบอกว่าเธอออกมาจากอุบลแล้ว
    นั่งรถตู้ออกมาเดี๋ยวรพ.มาส่งให้ที่กทม.
    กรี้ดแตกรอบสอง
    อะไรกั๊นนนนนน จะรีบไปไหนเนี่ยเจ๊!!!!!!
    ทั้งๆที่คิดว่าจะบินไปรับแท้ๆ ผ่าตัดออกมาได้สองวัน
    นั่งรถตู้ทำไมเนี่ย
    เจ๊อ๋าก็พยายามแก้ตัวบอกว่ารถตู้วีไอพี่น่า ที่นั่งดีไม่ต้องเป็นห่วง
    หมอเก่ง เป็นผอ.และเป็นหุ้นส่วนรพ.ด้วย
    เค้าดูแลตั่วโกวอย่างดีไม่ต้องเป็นห่วง
    ฮ่วย ไม่ให้เป็นห่วงได้ไงฟะ
    ตกเย็นหลังจากไปงานรับปริญญาภุชงค์
    ฉันเลยบึ่งไปบ้านที่แจ้งวัฒนะ
    เจอคนเพิ่งพักฟื้นยืนยิ้มหราโชว์แผลผ่าตัดยาวไปครึ่งหลัง
    เจ้าปอยก็โทรมาพอดี เลยมีรายการด่าข้ามทวีปกันอีกรอบ
    เฮ้อๆๆๆๆ
    รายการแรกก็เหนื่อยแฮ่กแล้ว
    รายการสองกำลังจะตามมาติดๆ
    เห็นลิสต์งานแล้วจะเป็นลม
    3-5อยู่จังหวัดนึง
    6-9 อยู่อีกจังหวัดนึง
    20-21อยู่อีกจังหวัดนึง
    25-29 อยู่อีกประเทศนึง
    ดีนะที่มันไม่ติดกันมากเหมือนช่วงก่อนๆ
    งานนี้มีเฮ ถ้าถามว่าชอบมั้ย
    โอ้โหตั้งตารอเลยล่ะ แบบนี้สิมันส์
    จะห่วงอยู่ก็แต่เจ้าตัวแต่นี่ละนะ
    เรื่องสุดท้ายเท่าที่นึกออกตอนนี้
    ดูเหมือนว่าหนึ่งในลิสต์ที่ฉันอยากจะทำตั้งแต่เมื่อปีที่แล้วจะเป็นผลสำเร็จ
    จากที่คิดว่าน่าจะยังไม่ได้ในปีสองปีนี้ก็ได้มาแบบไม่คาดฝัน
    หลังจากโดนไอ้ซาร่ากับพี่เก๋บ่นจนหูชามาเป็นปีๆให้ลาออกไปทำที่อื่น
    ด้วยเพราะว่าฉันควรได้เงินเดือนดีกว่าที่เป็นอยู่

     
    ตอนนี้ฉันและเลิฟกำลังติดหยกลายเมฆมาก
    ทั้งๆที่ปกติไม่นิยมดูละคร ชอบอ่านมากกว่า
    แต่เรื่องนี้ยอมรับชอบบบ
    ฉันเคยปลื้มหยก เพราะชอบในเนื้อหยก
    และก็มีความเชื่อที่คิดเอาเองว่าหยกเป็นของเย็น
    การพกหยกน่าจะช่วยทำให้เราเย็นลงบ้าง
    ถึงกับเคยซื้อหยกสองชิ้นกลับมาจากเมื่อตอนไปเมืองจีนครั้งสุดท้าย
    น่าเสียดายที่ตอนนี้มันหายไปแล้วทั้งสองอัน
    อันหนึ่งแตก
    อันหนึ่งหาย

    แล้วทั้งสองอันก็จะเลือนหายไปจากความทรงจำตามวันเวลา..
     
     
     
    June 26

    Good bye MJ

    เมื่อราว16ปีที่แล้ว
    เป็นช่วงเวลาหนึ่งที่ฉันรู้สึกตื่นเต้น

    ตื่นเต้นเพราะตอนนั้นเรากำลังจะมีคอนเสริ์ตที่ถือว่าเป็นคอนเสริ์ตเต็มรูปแบบ
    จากศิลปินระดับโลกอย่าง Michael Jackson
    วูบแรกที่ได้ยินข่าวนี้ ฉันคิดว่าเป็นเรื่องจริงหรือนี่
    แต่การโปรโมทอันแสนยิ่งใหญ่จากช่องสามและ BEC-Tero
    ด้วยโฆษณาจากสปอนเซอร์หลักอย่างเป๊ปซี่
    และรายการพิเศษตอนกลางคืนที่ทำให้เด็กอายุ14
    อย่างฉันต้องตั้งนาฬิกาปลุกขึ้นมาดูทุกครั้ง
     
     
    สมัยนั้นยังไม่มีอินเทอร์เน็ต..
    ยังไม่มียูทูปรวมถึงโทรทัศน์ดนตรีต่างๆที่
    ถ้าจะได้มีโอกาสดูบ้านคุณต้องติดจานดาวเทียม..
    การเข้าถึงนักร้องต่างประเทศยังต้องอาศัยความพยายามมาก
     
    ฉันรู้จักไมเคิล แจ็คสันครั้งแรกตอนที่น้าแอ๊ด คาราบาวร้องว่า
    เอาไมเคิลแจคสันคืนปายยยย
    เอาพระนารายณ์คืนมาาาาาา
    จากนั้นด้วยความอยากรู้ก็อ่าน
    ดู มองตามร้านเทป

    ไปเห็นซีดี Bad บนหัวเตียงของพี่ฟ้าที่อุดร
    สมัยนั้นฉันมีแต่เครื่องเล่นเทป
    โอกาสจิ๊กกลับมากรุงเทพเลยมีค่าเท่ากับศูนย์
    แต่ก็ยังติดตามเท่าที่เด็กคนนึงจะตามได้
     
    เด็กม.3กับการไปดูคอนเสริ์ตของไมเคิล
    ที่ถึงแม้บัตรราคาถูกสุดจะ500ก็เถอะ
    ก็ยังไม่มีปัญญา กลัวฟังไม่ออก ไม่มีคนไปด้วย
    (ถ้าเป็นตอนนี้เหรอ เชอะ อยากไปก็ต้องไปสิ)

    ฉันยังจำได้ถึงเพื่อนชายคนนึงที่นั่งโต๊ะติดกัน
    รัชตะลงทุนหยุดเรียนไปดูคอนเสิร์ตไมเคิลที่สนามศุภเชียวนะ
    จำได้แม่นว่าไมเคิลเลื่อน2วันรัชตะก็ต้องหยุดเรียน2วัน
    แถมตอนนั้นรถติดเป็นประวัติการณ์
    (ส่วนฉันนอนตายอยู่ที่บ้าน อีสุกอีใสถามหาพอดี!)
     
     
    ในความทรงจำของฉันนั้น
    ไมเคิลคือราชาเพลงพ็อพของจริง
    ด้วยเพลงพ็อพขั้นเทพ ซาวด์ทันสมัย
    MVที่ดูอลังการและเทคนิคที่แพรวพราว
    ที่ไม่ว่าดูอีกกี่ครั้งก็รู้สึกไม่เก่า แถมยังทันสมัย
    แบบนี้สินะที่เขาเรียกกันว่าอยู่เหนื่อกาลเวลา?

    แม้กระทั่งทุกวันนี้ถ้ามีช่องไหนเปิดเพลงของคิง ออฟ พ็อพ
    ฉันมักจะต้องหยุดกิจกรรมที่ทำอยู่ชั่วคราว
    แล้วหันไปตั้งอกตั้งใจดูเสมอ
     
    ฉันไม่นิยมและใส่ใจในเรื่องส่วนตัวของเขาเท่าไหร่
    แต่เทให้หมดใจกับความสามารถทางดนตรี

    เมื่อเช้าตอนที่ตื่นขึ้นเปิดโทรทัศน์รายงานข่าวการจากไปของเขา
    ฉันตกใจหันไปมองหน้าพ่อแล้วแต่
    แล้วก็ต่างคนต่างพุ่งเข้าสู่แลปท้อปเช็คข่าวทันที
    ช็อค
    เรื่องจริงเหรอเนี่ย...
     
    นึกถึงไมเคิลแล้วก็นึกไปถึงเคิรท โคเบน
    จอหน์ เลนนอน เอลวิส เพลสลีย์
     เขาเหล่านี้ถึงจะจากไปแล้วแต่บางครั้ง
    เรากลับรู้สึกว่าเค้าอยู่ใกล้กับเรามากขึ้นกว่าเดิม
    บทเพลงและผลงานต่างๆที่เขาเหล่านี้สร้างสรรค์ขึ้นมายังคงอยู่
    และเป็นอมตะ เป็นอีกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ทางดนตรี
    ที่เราทุกคนคงปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคทองของเขาเหล่านี้
    ได้ทำให้เรามีความสุขมากมายแค่ไหนเมื่อยามได้ฟัง
    ได้เต้น และได้ร้องตาม...
     
     
    ขอบคุณมากนะคะ
     
     
    จากนี้ไปขอให้พักผ่อนให้สบาย คุณต่อสู้และเหนื่อยมามากพอแล้ว...
     
     
     
     
    "There's a place in your heart, and I know that it is love
    And this place could be much brighter than tomorrow
    And if you really try, you'll find there's no need to cry
    In this place you'll feel, there's no hurt or sorrow"
     
     
    May 14

    Asian Conference : Lastday

    ห่างหายจากการเขียนบล็อคไปเสียนาน
    ด้วยงานการที่แสนจะยุ่งเหยิงจนทำเอาเปื่อยอยู่บ่อยๆ
    เกือบจะหาทางเข้าไม่เจอ
    ทั้งที่จริงๆแล้วนึกอยากจะเข้าเสมอแต่แหม เอาเข้าจริงก็ไม่ได้เข้ามาเสียที
     
    ค้างนู่นค้างนี้เขียนไม่จบหลายอย่าง
    กลับเข้ามาดูentryเก่าๆถึงได้รู้ว่าตายละหวา นี่ตรูยังไม่ได้กลับจากภูเก็ตอีกเหรอเนี่ย
    แถมหลังจากนั้นยังมีอีกสารพัดทริปตามหลังมา
    รีบๆทยอยเขียนให้จบดีกว่า ดินพอกหางหมูจนใหญ่จะเป็นหมูอีกตัวแล้วนะเนี่ย
     
    สำหรับประชุมวันสุดท้าย มันจะเป็นการจัดกิจกรรมสัมพันธ์อะไรเทือกนั้น
    ปีนี้นับว่าเป็นปีที่2 สมัยก่อนประชุมก็คือประชุมจริงๆ 3ปีที่ผ่านมานั่งหน้าเครียดจดๆถกๆเถียงๆกันทั้ง4วัน
    กว่ามันจะคิดได้ว่าควรจะมีปฏิสัมพันธ์กันก็นะ ไม่รอให้ฉันลาออกไปซะเลยล่ะ
    ปีนี้ไอ้กิจกรรมทีว่าก็สุดแสนจะท๊อป ซีเคร็ต ฉันไปเลียบๆเคียงถามกาเร็ตนายเก่า
    ว่าเป็นยังไง ยากมั้ย โหดเหมือนปีที่แล้วรึเปล่า (ปีที่แล้วให้หาของเก่าอ่านเอาเองนะคะ)
    มันก็บอกไม่โหดเท่าปีก่อนหรอก โหดกว่านั้นเยอะ ขู่ฟ่อๆซะฉันแอบกลัว
    นัดกันตอนแปดโมงเช้าเพราะว่าต้องขึ้นรถโค้ชไปไกล
    ฉันก็แต่งตัวตามที่เค้ารีเควสเป๊ะ
    เสื้อยืดบางๆใส่สบายๆ (นะก็เรารู้นิว่าอากาศบ้านเราเป็นอย่างไร)
    กางเกงยีนส์ขาสั้น รองเท้าแซนดอลกระเป๋าสะพายใบเล็กพร้อมลุย
    แยกย้ายกันไปตามสีที่เค้าจัดไว้ให้
    แอบคิดในใจ ซวยอีกแล้วกรู ซวยได้ซวยดีทุกปี
    ปีที่แล้วก็ดันอยู่กลุ่มเดียวกับกาเร็ต เล่นเอาเข้ากิจกรรมไม่สนุกเท่าที่ควร
    เค้าเล่นกันขำ แม่งจะเอาให้ชนะให้ได้ โรคperfectionism กำเริบ
    ปีนี้เจอหนักกว่าเก่าอยู่กลุ่มเดียวกับMD ค่ะพี่น้อง ซวยได้อีกกรู
    ขึ้นรถบัสกันไปประมาณ1ชม. ถึงหาดอะไรสักอย่าง
    พอลงไปถึงที่มีซุ้มรอเราอยู่ มีบู้ทครีมกันแดดกับยากันยุงให้
    ไอ้ฉันก็ทาครีมกันแดดอยู่แล้ว เลยเดินไปที่ครีมทากันยุง
    พอเทใส่มือ กาเร็ตดันเดินมาบอกว่าไม่ได้ไปบุกป่าฝ่าดงจะทาทำไมยากันยุง
    อ้าวเวร แล้วมรึงจะให้ทางผู้จัดกิจกรรมเค้าเอามาวางทำไมเล่า
    ไหนๆก็เทไปแล้วเลยเอามาลูบๆขาพอเป็นพิธีละกัน
     
    พอเข้าแถวตามกลุ่มก็มีนักเรียนจากโรงเรียนที่อำเภอนั้นมาเข้าแถวรอต้อนรับเป็นแถวๆ
    แล้วเค้าก็ประกาศให้แต่ละกลุ่มจับคู่กับกลุ่มของเด็กนักเรียนนั้นๆ
    เริ่มต้นด้วยการออกกำลังกายตอนเช้า
    เด็กๆป.4-6 ออกอาการเขินๆไม่กล้า อาจจะเพราะฝรั่งเยอะ
    เลยยืนนิ่งๆกัน เดือดร้อยถึฉันต้องเดินออกมาข้างหน้า ยักแข้งยักขาให้เด็กๆช่วยกันเต้น
    ก็นะ จัดที่ประเทศไทย ทำอะไรก็ต้องช่วยๆกันหน่อย
    เด็กๆเห็นฉันเต้น(ทุเรศๆ)เลยพอจะออกแข้งออกขากันนิดนึง
     
     
    จากนั้นเราก็แยกย้ายกันไปตามกลุ่ม
    กิจกรรมแรกก็คือเราต้องเพนท์ธงประจำกลุ่ม ฉันอยู่ทีมสีแดง
    คริส MDบอกฉันว่าเราควรมีชื่อทีม เอาทีมไรดีนันทพร
    นันทพรเริ่มเอาทรีนก่ายหน้าผาก เออ เอาไรดีละ คิดดิคริส
    คริสเลยบอกว่าเราอยู่เคมบริดจ์ สัตว์สัญลักษณ์ของเคมบริดจ์คือ"Lion"
    เราอยู่สีแดง งั้นชื่อทีม Red Lion ก็แล้วกัน ทุกคนก็โอเคตามนั้น
    (แต่ถามหน่อย  ใครจะกล้าขัดฟะ)
     
     
    แล้วคริสก็ถามฉันว่า ช้าก่อน นี่มันเมืองไทย
    นันทพร Lion ภาษาไทยว่าอะไร
    เสือไงเสืออะ มันออกเสีงไม่ได้อีก
    นันทพรตั้งชื่อไทยให้มีความหมายว่าRed Lion ทีสิ
    อะ นันทพรเอาทรีนก่ายหน้าผากแป๊ปนึงแล้วก็บอกว่า "สิงห์แดง"เป็นไง
    คริสทำหน้าฉงน สิงห์ เหรอ
    ใช่ สิงห์เหมือนเบียร์ สิงห์ไง พอบอก Singha Beer ทั้งทีมที่เหลือร้อง อ๋อออออ
    สรุปเราเลยชื่อทีม ซิงฮาแดง กัน (มันออกเสียงสิงห์ไม่ได้สักที)
     
     
    จากนั้นก็ตรงวาดรูปลงไปที่ธง
    คริสบอกให้วาดสัญลักษณ์เคมบริดจ์ ซึ่งเป็นสิงห์สีทองสี่ตัวอยู่ในโล่ห์
    (ถ้าใครนึกไม่ออกให้นึกถึงตราของโรงเรียนฮอกวอร์ต มันคล้ายๆแบบนั้นเลย)
    ฉันบอกคริสยูวาดเหอะ ถ้ายูวาดแล้วไม่สวยไอรับรองว่าไม่มีใครกล้าติ
    อะมันก็จัดการวาดลงไปแล้วหลังจากนั้นเราก็เริ่มตกแต่งธงกัน(อย่างมั่วๆ)
    คริสบอกว่าชื่อไทยเค้าชื่อสมคิด คริสเลยเขียนชื่อตัวเองลงไป
    ฉันก็เขียนลงไป(แน่นอนเขียนภาษาไทยโลด) คนเกาหลีก็เขียนเกาหลี
    ที่เด็ดคืออินเดียมันเขียนภาษาอินเดียด้วย
    แลดูน่ากลัวมาก เอิ้ก
     
     
    จากนั้นก็เริ่มย้ายฐานเข้าไปเล่นเตะบอลแข่งกับทีมอื่นๆบ้าง แข่งกันเล่นสกีบกบ้าง
    ตอนถึงสกีบกเฟรดดี้ตาแห้งกระพริบตาอยู่ดีๆคอนแทคกระเด้งออกมาข้างหนึ่ง
    แถมไม่ได้เอาแว่นติดตัวมาเลยต้องอดทนกระพริบตาหยีๆไปตลอดวัน
    การมีเด็กน้องๆชั้นประถมอยู่ในทีมก็สนุกไปอีกแบบเพราะฉันเป็นคนไทยคนเดียวในกลุ่ม
    เลยต้องรับหน้าที่เป็นล่ามให้ชาวบ้านไป สนุกดีเหมือนกัน
    พอถึงพักเที่ยงน้องๆได้รับแจกข้าวกล่องเป็นข้าวผัดบ้างกระเพราบ้างน่ากินม๊ากๆ
    กำลังจะไปคว้ามมากินมั่ง มิเชลสะกิดบอกว่าอันนี้ของน้องของเราจะเป็นอีกชุดนึง
    เดินไปเข้าคิวรับมาเป็นกล่องกระดาษจากเซนทารา ข้างในมีแซนวิซ สลัด ส้ม เงาะ น้ำผลไม้

    เห็นแล้วห่อเหี่ยว กินแค่นี้วิ่งอีกรอบก็หมดแล้วอะ อยากกินกระเพราเหมือนน้องเค้าอะ แง๊
    พอตกบ่ายนึกว่าจะมีกิจกรรมโหดเปล่าเลย
    เป็นการปลูกต้นไม้ริมหาดเพื่อช่วยกันทดแทนธรรมชาติเดิมๆที่ถูกสึนามิถล่มไป
    จากนั้นก็หิ้วปลากันคนละถุงเดินลุยทะเลไปปล่อยปลากัน
     
    การปลูกต้นไม้เป็นไปอย่างราบรื่น
    ฉันเจอไส้เดือนตัวใหญ่มากอยู่ในต้นกล้า
    มือสั่นขาอ่อนแทบจะกรี้ด เพราะคนที่สนิทกันจะรู้ว่าฉันเกลียดหนอนมากกก
    ตุ๊กแก จิ้งจก ไม่เคยกลัว แต่เห็นหนอนแล้วจะตาย
    ต้องกลั้นใจหลับหูหลับตาเอาดินกลบๆลงไป
     
    พอถึงช็อตลงไปปล่อยปลา
    พวกที่ไปปล่อยปลาชุดแรกดันไม่ยอมถอดรองเท้าบู้ต
    เวรมากเค้าให้ช่วยๆกันแชร์ ฉันเลยต้องถอดรองเท้าลุยน้ำไป
    ที่ต้องใส่รองเท้าบู้ตเพราะทรายใต้น้ำมีก้อนหิน ก้อนกรวดแหลมๆมากมาย
    ฉันเป็นพวกใส่รองเท้าเปียกไม่ได้เลยเอาวะเท้าเปล่านี่ล่ะ จะเป็นไรไป
     
    เดินดุ่ยๆลงน้ำกับเลิฟ กับเฟรดดี้
    เดินไปก็ร้องอู้ว อ้าว กันเพราะหินมันคมมาก
    สักพักฉันเหยียบอะไรไม่รู้เสียหลักจะล้มดีที่คว้ามือเฟรดดี้ไว้ทัน
    เฟรดดี้ถามเป็นไรเปล่า ก็บอกเหยียบหินไรไม่รู้อะ
    แล้วก็เดินเซๆเหมือนมีอะไรพันนิ้วเท้าอยู่
    เลยยกเท้าขึ้นมาดูเป็นต้นไม้น้ำมั้งมันเกี่ยวนิ้วโป้งอยู่
    พอสะบัดออกไปก็เห็นเลือดสดๆไหลออกมา
     
    เฟรดดี้บอกเฮ้ยนันทพรออกไปๆ เดี๋ยวฉลามได้กลิ่นเลือดยู
    เวรไอ้นี่ ปากเรอะนั่น
    ที่มันก็ดี เพราะตั้งแต่เดินเสียหลักไปจับมือจนถึงตอนนั้นก็ยังไม่ได้ปล่อยมือ
    (ลืมตัวไปนิด จูงมือกันไปปล่อยปลาดูดีเชียว แต่คิดอีกทีมันไม่ใช่แฟนตรูนี่หว่า)
    พอเฟรดดี้เห็นฉันแกะมือออกเลยบอกว่าเอางี้เดี๋ยวไอเดินนำหน้า
    แล้วยูเดินตามก็แล้วกัน ส่วนไอ้เลิฟน่ะมันเดินลุยน้ำไปไกลแร้ววววว
     
    พอเฟรดดี้เห็นเลิฟไปไกลมากก็หันมามองฉันแล้วบอกว่า
    นี่พอล ทำไมพรรณทิพาเค้าเดินคนเดียวได้ไปตั้งไกลไม่เห็นจะเหยียบโดนอะไรเลย
    มีแต่ยูนี่ละเดินไปทางซ้ายก็โดนหิน ทางขวาก็โดนหนาม
    เดินตรงๆก็ยังสะดุดอีก เออ เวรสรุปมันจะช่วยจริงรึเปล่าวะเนี่ย
    พอถึงจุดที่น้ำลึกพอเหมาะก็เอาถุงแช่น้ำ ฉันหันไปบอกเฟรดดี้ว่า Make a wish before you release the fish
    มันก็พยักหน้าแล้วทำตาม

    พอปล่อยเสร็จเราสามคนก็เดินดุ่ยๆกลับเข้าฝั่งกัน
    ตอนนั้นเลือดที่นิ้วเท้ายังไม่หยุดไหลเลย
    น้ำทะเลเค็มมันกัดปากแผลได้ดีนักเชียว
    ทำให้รู้สึกตัวว่ามีนิ้วเท้าอยู่ตลอดเวลา
    พอเข้าถึงฝั่งก็เดินไปหาพยาบาลบอกว่าโดนอะไรไม่รู้ในน้ำบาดเอาค่ะ
    พยาบาลก็เข้ามาราดแอลกอฮอล์แล้วตามด้วยทิงเจอร์ให้ โอ้ว แสบจับจิตมาก

    ทุกคนพอเห็นฉันร้องอ้ากซ์ๆๆ ก็เดินเข้ามาถามกันใหญ่เกิดไรขึ้นๆ
    สรุปวันนั้นมีฉันคนเดียวที่ได้แผล
    เฮ้อ เวร
     
    พอทำแผลเสร็จก็ลุกขึ้นไปทำกิจกรรมต่อ
    เราก็แจกหนังสือนิทานกัน พวกน้องๆก็ร้องเพลงให้ฟัง
    บางคนก็มาขอลายเซ็น มาขอจับมือ (งงมากตัวเองเป็นนักร้องตั้งแต่เมื่อไหร่)
    ก็สนุกดีนะมีการผูกข้อมือให้กันก่อนจะแยกย้ายกันกลับไปห้อง
    ไปรีบอาบน้ำแต่งตัวกันเพื่อให้ทันงานแฟนซีกาล่าคืนนี้
     
    ทีมELTไทยอย่างเราสามคนก็ได้อาศัยอุปกรณ์ของคุณนัท
    ก็หัวสตาร์วอร์ที่เราแบกๆกันลงมาจากกทม.นี่ละ
    ฉันกับเลิฟเป็นstrom troopersแต่ใส่เสื้อยืดสีขาวสกรีนว่า Love Cambridge
    กับกางเกงยีนส์ขาสั้น สะพายปืนไว้ที่เอวแล้วก็ใส่รองเท้าส้นสูง
    แต่งหน้ากันเข้มเลย ติดขนตาปลอมด้วยเป็นการติดขนตามปลอมครั้งแรกในชีวิต
    ติดให้เลิฟง่ายมาแต่ติดของตัวเองไม่ได้ ช่างมันวุ้ย
    คุณนายเลิฟเพิ่งได้ไอเดียว่าเราควรจะหาถุงน่องตาข่ายมาใส่กันจะได้เซ็กซี่
    แต่ร้านแถวหน้าโรงแรมไม่มีขาย ไอ้เลิฟก็บ้าดีเด่น
    โทรหารถตู้ให้ออกไปซื้อให้ แต่คนขับรถตู้ไม่บ้ากับเราด้วยเลยอดไป หุหุ
    ส่วนเบียร์ก็ใส่หัวDarth Vader กับสูทสีดำพร้อมด้วย Light Sabreด้วย เท่มากๆ
     
    วิ่งออกไปขึ้นรถบัสเพื่อไปที่ฮิลตัน
    พอเห็นฮิลตันแล้วแอบเสียดาย ทำไมไม่จัดที่ฮิลตันไปเลยเน้อ
    สวยกว่า กว้างกว่าด้วย เสียเดียที่ตอนแรกเซลล์เล่นตัวไม่ยอมลดราคาให้
    พอเราเซ็นเลือกเซนทารา รีบมาลดให้เลยแต่ก็นะ ช้าไปแล้วอะ
    เดินเข้าไปงานทำธีมหรูหราประหนึ่งไปงานออสการ์
    มีพรมแดงปูด้วย พวกเราก็เดินเข้าไปแบบฮาๆ
    งานนี้มีโจรสลัดหลายคนเลย
    บางคนก็แต่งตัวมาขำดีนะ บางคนก็ดูไม่ออกเลยว่านีมันชุดอะไรจากหนังเรื่องไหน
    งานดำเนินไปอย่างฮาๆ ถ่ายรูปกันกระจาย
    เหนื่อยจากกลางวันมาต่อกันตอนกลางคืน

    พองานเลิกแทบสลบ เฟรดดี้ โจลีนกับเอเมอริคเดินมาหาฉันใหญ่บอกไปต่อไหนกันดี
    (หลังจากคุ้นเคยกันดีตั้งแต่ที่ ยูเค ยันมะนิลา ฉันบอกกลับโรงแรมแล้วไปป่าตองกันก็ได้
    (เคยไปซะที่ไหนละตรู พี่อั๋นเล่าทัง้นั้น)
    รับปากกันดิบดีพอกลับถึงห้องฉันดันเดินสะดุดปลายเตียง
    หัวทิ่มลงเหมือนนุ่มๆพอดีเลยหลับทั้งชุดนั้นเลย
    ง่วงมาก สลบถึงเช้า
    หมดไปอีกหนึ่งวัน

     
    February 18

    วันพิเศษของคน(เคย)พิเศษ

    ถึงแม้วันนี้จะไม่ได้โทรไปหา
    ถึงแม้วันนี้จะไม่ได้ส่งข้อความใดใดไปให้
    แต่ฉันรู้ว่าเธอต้องรู้ว่าฉัน"รู้"
    และไม่เคยลืมมัน
     
    ฉันเลือกที่จะอยู่เฉยเพราะฉันเชื่อว่าเธอจะได้ยินเสียงในใจฉัน
    ขอให้เธอได้ค้นพบสิ่งที่ต้องการบนทางเดินสายใหม่
    เลือกและทำในสิ่งที่ใจปรารถนา
    ขอให้เธอหลุดพ้นจากวังวนแห่งความรู้สึกอันยุ่งเหยิงนี้เสียที
    ฉันยินดีและให้อภัยในทุกสิ่งที่ผ่านมา
     
    อีกไม่กี่นาทีก็จะผ่านพ้นวันนี้ไปแล้ว
    ฉันขอให้เธอมีความสุข ไม่ทุกข์และไม่จมกับสิ่งที่ควรต้องจม
     
    "สุขสันต์วันเกิดนะจ้ะ"
     
     
     
    January 07

    ผู้หญิงกับเครื่องทรมานตัวเองตอนที่ 2

    ปกติเวลาจะออกนอกบ้าน
    ผู้หญิงอย่างเราๆจะต้องมีกระเป๋าพกติดตัวคนละ1ใบ

    ฉันเคยทำการวิจัยแบบสุ่มสาระแนขอสำรวจกระเป๋าชาวบ้าน
    รวมไปถึงกระเป๋าตัวเองก็จะพบว่า
    มันยิ่งกว่าโรบินสัน เพราะมันมีทุกสิ่งที่สุขสันต์!!
    มันอาจเป็นกระเป๋าใบเดียวกับโดราเอมอนเพราะสามารถบรรจุของได้ราวกับมีมิติที่สี่อยู่ในนั้น
    เพื่อนชายบางคนเคยบอกว่านั่นกระเป๋าหรือหลุมดำวะแก!!

    สมัยตอนเด็กๆ เด๊ก เด็ก ฉันก็เคยสงสัย
    ว่าแม่ฉันเค้าพกอะไรนักหนาในกระเป๋าหนังใบโต
    เคยไปขอยืมถือเพราะอยากเป็นสาวก็พบว่าไหล่แทบทรุด
    หรือว่าสมัยตอนเป็นนักเรียนพวกเราเคยชินกับการแบกกระเป๋าใส่หนังสือหนักๆเกินไป พอโตขึ้นมาเลยติด??

    เอ  เหตุผลอาจพอฟังขึ้น?

    เพราะทุกวันนี้ฉันก็พบว่าตัวเองแบกของสารพัดไว้ในกระเป๋าเหมือนกัน -_-"

    คร่าวๆโดยหลักในกระเป๋า1ใบของฉันนั้น
    จะมีไอพอด มือถือ สมุดโน้ตเล่มเล็ก ปากกา กระเป๋าสตางค์
    กระเป๋านามบัตร กระเป๋าใส่คูปองหรือบัตรอื่นๆ ถุงผ้าใส่earphoneของไอพอดกับ smalltalk คอนแทคเลนส์สำรอง1คู่(เพราะเคยใส่เลนส์ไปทำงานข้างเดียวหลายครั้งแล้ว) น้ำตาเทียมแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งสี่หลอด(พกเผื่อคนอื่นด้วย) แว่นกันแดด ลิปมัน กระเป๋าเครื่องสำอางใบเล็กที่มีแป้ง ลิปกลอส (ซึ่งสี่เดือนจะหยิบขึ้นใช้สักครั้ง) กุญแจบ้าน2พวง (เพิ่งเริ่มพกสองพวงไม่นาน เพราะพวงประจำชอบลืมทิ้งไว้ที่ออฟฟิศ)บัตรรถไฟฟ้าทั้งใต้ดินและบนดิน ฮอลล์อีกแผงไว้อมเวลาพูดมากๆอีกแผง กำกิกเผี่ยงไว้อมเผื่อวันไหนเจ็บคอถ้าพูดมาก ผ้าอนามัยสองแผ่นเผื่อฉุกเฉินหรือเพื่อนยืม แถมวันไหนติดขนตาปลอม ก็มีพกกาวติดขนตาไว้อีก ฮ่าๆ

    รายการด้านบนคือกระเป๋าที่บรรจุของไว้เวลาทำงาน
    แต่ถ้าเป็นวันหยุดจะมีแพมเพอสอีกสอง baby wipe นมอีกสองกล่อง แล้วยังมีกระติกน้ำอีกต่างหาก วันไหนพาเด็กแมวไปไกล ต้องเปลี่ยนเป็นเป้แจนสปอร์ตซะงั้น เพราะพกเสื้อไปอีกชุด กันเลอะเทอะ!! 

    จากของที่พกด้านบน ฉันสรุปได้ว่าของที่ใช้จริงๆมีอยู่แค่กระเป๋าตังค์ กระเป๋านามบัตร สมุดโน้ต ปากกา บัตรอีกเล็กๆน้อยกับกุญแจบ้าน แค่นั้นเอง แต่ถ้าเลือกพกของแค่นี้จะไม่มั่นใจอย่างแรง คล้ายแต่งตัวแต่ลืมรูดซิปกระโปรงเลยเชียว

    จากการไปสำรวจกระเป๋าเพื่อนรักก็พบว่านอกจากของข้างต้นที่มีเหมือนๆกันกับฉันนั้น มันพกยาด้วยประมาณ4-5อย่าง ปวดหัว ปวดไมเกรน ปวดประจำเดือน นอนไม่หลับ ฮ่องกงฟุต สามารถหันไปขอยืมคุณนายได้ทันที ส่วนผ้าอนามัยนั้นคุณนายบอกไม่พก เพราะฉันพกเผื่อให้แล้ว !!

    จำได้ว่าสมัยวัยรุ่นเคยฮิตกระเป๋าเป้ของPradaกัน จำได้ว่าตอนมัธยมปลาย ตอนเด็กๆเนี่ยจะไม่ได้พกอะไรมาก (เพราะไม่มีอะไรจะพก กระเป๋าจะเหี่ยวๆแลดูไม่สวย เพื่อนฉันมันก็ตัดสินใจทำสิ่งที่บ้าที่สุดในชีวิต

    ด้วยการใส่สมุดหน้าเหลืองลงในกระเป๋าเป้เพราะเหตุผลที่ว่า กระเป๋าจะได้ดูมีทรง แลดูสวยงาม

    หนักก็ยอมแต่ขอกรูอินเทรนด์นิดนึง!!!

    จะเรียกว่าโง่หรือบ้าก็ไม่รู้ แต่ทุกวันนี้เวลาเจอกัน
    ฉันเป็นต้องจับเรื่องนี้มาแซวมันทุกครั้งไป
    และคาดว่าจะแซวกันจนแก่ตายกันไปข้างด้วย

    แล้วที่ฮาอีกเรื่องคือเพื่อนผู้ชายของฉันบางคนมักจะทำหน้าตาสงสัย ว่าพวกแกใส่อะไรลงไปนักหนา ก็เห็นใช้จริงๆอยู่ไม่กี่อย่าง แถมเวลาจะรื้อจะค้นที มันมักจะส่ายหัวที่เห็นสาวๆแทบจะเอากระเป๋าตั้งบนหัวเข่าแล้วควานหาสิ่งที่ต้องการ

    ยิ่งเวลามีโทรศัพท์มา ฮ่าๆ อย่าให้เล่า แทบอยากจะเททุกอย่างออกมากองแล้วควานหาโทรศัพท์ กว่าจะหาเจอ สายก็หลุดไปนานแล้ว!!!
    ยิ่งถ้าคนไหนพกโทรศัพท์สองเครื่อง โอ้ แม่เจ้า เครื่องที่เราหาเจอก่อน มันมักจะไม่ใช่เครื่องที่มีสายเข้าเสมอ!!

    ลองนึกดูกันนะคะ รองเท้าส้นสูง แหลมเปี๊ยว ประหนึ่งเดินทรงตัวอยู่บนบาร์เดี่ยว ยังไม่พอ ยังมีกระเป๋าที่หนักอย่างน้อย2โลให้แบกอีกด้วย

    นี่ยังแค่พูดถึงของในกระเป๋านะคะ ยังไม่รวมราคากระเป๋า
    วันนี้เพิ่งได้คุยกับเพื่อนเก่าอีกคนเรื่องกีตาร์ ราคากีตาร์ในฝันที่เพื่อนฉันอยากได้นั้น มันถูกกว่ากระเป๋าใบล่าสุดที่ฉันซื้อเสียอีก
    ฟังแล้วรู้สึกผิดเล็กน้อย แต่เอาน่า ฉันเล่นกีตาร์ไม่เป็นนี่


    วันนี้เลยหยิบกระเป๋าจำนวนสี่ใบที่ใช้บ่อยมาเรียงกัน
    หาเรื่องจิ้มเครื่องคิดเลขแล้วก็พบว่า แม่เจ้า แค่สี่ใบนี้ตูดาวน์รถได้แล้วนะเนี่ย ถ้ารวมๆที่ซื้อๆมาทั้งหมดคงซื้อบ้านได้หลังนึง
    -_-"


    ดีนะที่หยุดซื้อไปแล้วตั้งแต่มีเด็กตูดเป็ดเป็นของตัวเอง
    แต่เคยแอบคิดในใจเหมือนกันนะว่าถ้าโตเป็นสาวเมื่อไหร่จะยกเป็นมรดกให้ (ถ้าแม่มันไม่ใช้พังไปเสียก่อน)
    เพราะมั่นใจสุดๆว่าเชื้อ(บ้า)ต้องไม่ทิ้งแถวแน่นอนนนนนน!!!

    ฮ่าๆๆๆ




    January 04

    ผู้หญิงกับเครื่องทรมานตัวเอง

    เมื่อวันเกือบสิ้นปีฉันพาตัวเองไปที่เซนทรัลลาดพร้าว
    ถอยรองเท้าคู่ใหม่มาให้ตัวเองเป็นจำนวน 2 คู่

    หลังจากเอามานั่งจ้อง นอนจ้อง
    หอมซ้ายหอมขวา เอ้ยไม่ใช่ ลูบๆคลำๆ
    สวมและเดินไปเดินมาในบ้านก็พบว่า
    คู่คัทชูเนี่ยโอเค สูงแต่พอรับได้
    แต่อีกคู่ที่ซื้อมาเพราะกิเลสล้วนๆเนี่ย
    มันสูง ซู้ง สูง
    เอ่อ พูดบ้านๆเลยนะคะว่า มันสูงชิบหายค่ะ

    จะสูงไปไหนเนี่ย ไม่ได้วัดแต่เท่าที่กะด้วยสายตา
    น่าจะ4-5นิ้วได้ แถมแหลมด้วย
    แม่เจ้าตอนซื้อละไม่คิด
    ในชีวิตจริงตรูจะใส่แล้วจะเดินได้รึเปล่าฟะ

    ผู้หญิงคนอื่นอาจจะใส่ได้นะ
    แต่สำหรับฉัน 3นิ้วก็แทบจะหอบแฮ่กๆแล้ว

    แต่นั่นแหล่ะ รองเท้าส้นสูง เนี่ย
    เป็นอะไรที่เข้าใจกันดีว่ามันช่วยเสริมสร้างความเป็นหญิงให้มากขึ้น

    พอใส่แล้วขาจะเรียวยาว
    สะโพกกับก้นจะถูกยกขึ้น (จากการต้องเขย่งเดิน)
    เวลาก้าวเดินจะงดงามเหมือนพญาหงส์
    แต่

    แต่ ผู้ชายมันจะรู้มั้ยคะว่านั่นน่ะแลกกับความเจ็บปวดทีเดียวนะ
    เพื่อนฉันมักจะบ่นเป็นประจำว่าปวดหลัง เมื่อยเท้า ปวดสะโพก
    แถมพวกรองเท้าประเภทส้นสูงมากๆเนี่ย
    พอใส่นานๆน้ำหนักตัวมันก็กดทับ
    แถมรูปทรงรองเท้าที่ดูน่าอึดอัดก็ทำให้กระดูกเท้าผิดรูปอีก
    เส้นเลือดขอดก็จะถามหาเอาด้วย สารพัดโรค

    แต่ผู้หญิงอย่างเราก็ยอมทน


    ด้วยงานของฉันมันต้องแบกของหนักก็พาลปวดไหล่เข้าไปอีก
    เจ้าเพื่อนซี้บ่นประจำ ปวดขาๆๆๆๆ
    พอบอกให้งดใส่สูงๆบ้าง เธอก็หันมายิ้มแหยๆ
    ก็มันไม่สวยอะแก

    เออ ถูก เพราะฉะนั้น อยากสวยต้องอดทน!

    เนื้อที่โฆษณา
    Moods Bar ร้านน่านั่ง ดนตรีเพราะ บรรยากาศดี
    อยู่พหลโยธินซอย5 บอกว่ารู้จักกับพี่อั๋นคิดเพิ่มอีก 10%
    ช่วยๆอุดหนุนกันหน่อยนะคะ ถ้าร้านติดลมบน
    เคมบริดจ์จะได้หมดคู่แข่งไปอีกหนึ่ง ฮ่าๆๆ 

    January 01

    My Goal 2009

    เมื่อสักครู่ว่างเลยสบโอกาสกลับไปดูบล็อคเก่าที่เขียนไว้ถึงโกลของตัวเองในปีที่แล้ว
    5 ข้อ ทำจริงได้ข้อเดียว คือ ไปดูคอนเสริต์ ฮ่าๆ
    เศร้าจิต ฮ่าๆ แต่เอาน่าก็ดีเหมือนกันนะ อย่างน้อยๆก็ทำได้สักข้อ
     
    ปีนี้จะเซ็ทอะไรให้ตัวเองดีละ?
    เอาละนะ
    1. ขับรถให้เป็น นี่มันเหมือนปีที่แล้วนี่นา เอาวะ ยังไงก็ควรจะขับให้เป็นกับเค้าซะที
    จะได้ไปไหนมาไหนสะดวกขึ้น แต่แหมถ้าขับรถเป็นก็ไม่มีคนมาส่งบ้านสิเนี่ย 
     
    2. อ้วนขึ้น เป้าหมาย 45 กิโล เอ้ะ นี่ก็คุ้นๆว่าเหมือนของปีที่แล้ว ตอนนี้หนักประมาณ43อีกแค่สองกิโลน่าจะทำได้ไม่ยาก(มั้ง)
     
    3.ไปเขมร เอ้ะ นี่ก็ของปีที่แล้ว ฮ่าๆ ยังไม่ได้ไปสักที บิวด์เลิฟมาหลายปีละ ปีนี้บิวด์อีกจะได้ไปด้วยกัน
     
    4. ออกนอกกรอบ จริงๆออกนอกกรอบมาตั้งแต่ปีที่แล้วละ มีคนพาออกเป็นระยะๆให้ใจเต้นตูมตามเหมือนตอนหนีโรงเรียนครั้งแรก (เคยหนีซะที่ไหน?)
    ก็รู้สึก สนุก ใจแตก (เอาตอนสามสิบ?) ฮ่าๆ สนุกดี ปีนี้เอาอีกๆ คลายเครียดดีแท้
     
    5. ประหยัดให้มากขึ้น ช้อปปิ้งให้น้อยลง นี่แปลว่าต้องไปช้อปปิ้งคนเดียว ถ้าไปกับเลิฟสองคนช่วยกันยุ แต่เอ้ะ วันก่อนไปลาดพร้าวคนเดียวก็ช้อปไม่หยุดนี่นา
    ปีนี้คิดว่าจะงดช้อปเครื่องสำอาง ใช้ที่มีอยู่ให้หมดก่อน เลิกใช้พวก เคาท์เตอร์แบรนด์ บ้าง จะได้เซฟเงินไปทำอย่างอื่น ต้องประหยัดๆๆๆ ต่อไปจะมีหนี้ก้อนใหญ่
     
     
    ปี08ที่ผ่านมาเป็นปีที่ดี ปีหนึ่งของฉันเลย
    ได้ไปแรดๆ ได้ไปใช้ชีวิตเหมือนกับที่คนอายุเท่านี้ควรจะใช้บ้างนิดนึง ก็แฮปปี้ละ
    หวังว่าปีนี้ก็จะเป็นปีที่ดีอีกหนึ่งปี
     
    ปล.ทำไมทุกปีใหม่ต้องเปื่อยทุกครั้งนะ
    ไปอ่านบล็อคปีก่อนก็เปื่อย ปีนี้ก็เปื่อย จะเปื่อยอะไรนักหนาเนี่ย!
     
    December 29

    วันอะไรเนี่ย

    วันนี้ฉันตื่นแต่เช้า ไม่งัวเงีย ไม่รู้สึกอยากนอนต่อ
    หันไปมองนาฬิกา กรี้ด หกโมงครึ่ง
    ทำไมต้องตื่นเช้าในวันที่ตัวเองลาหยุดด้วยฟะเนี่ย
    แต่ก็เอานะ ไหนๆก็ตื่นแล้วนี่
    ก็อาบน้ำแปรงฟัน แยกผ้าแล้วเอาลงไปซัก
    ปลุกคุณลูกสาวมาอาบน้ำแปรงฟัน
    ก่อนเอาไปส่งที่โรงเรียน

    กลับมาหาข้าวทานพร้อมล้างจานกองพะเนิน
    พลางคิดโปรแกรมว่าจะทำอะไรดีวันนี้
    ไม่อยากนอนอืดอยู่บ้านเพราะวันอาทิตย์
    อืดมาแล้วทั้งวันเนื่องจากไซนัสกำเริบ
    กำเริบเพราะอาทิตย์ก่อนบ้าพลังทำความสะอาดบ้านไปครึ่งหลัง
    สำหรับคนที่เคยมาเยี่ยมบ้านฉันจะรู้ว่ามันรกแค่ไหน
    วันก่อนยื่นคำขาดกับพ่อเจ้าแต่ว่า
    ถ้าไม่คิดจะทิ้งอะไรสักอย่างจะทิ้งให้เอามั้ย
    เริ่มจากทิ้งคุณก่อนเลยดีมั้ย หึหึ

    สิบเอ็ดโมงไปนวดดีกว่า
    นอนนวดๆอยู่โทรศัพท์เข้ามาเป็นสิบสาย
    อะไรกันฟะเวลาทำงานไม่เห็นเข้ามาถี่ๆแบบนี้เลย
    นวดไม่เป็นสุข พนักงานบอกตรงไหล่เส้นตึงมากเลยค่ะ
    ง่าสงสัยแบกหนังสือเยอะไปนิด

    ออกจากร้านนวด เริ่มทนไม่ได้
    เข้าออฟฟิศไปเอาแลปท้อป
    เพราะเพิ่งนึกออกว่ายังไม่ได้เขียนรีพอร์ท กร้าก
    เหมือนจะขยัน เข้าไปนั่งอู้เยอะ ทำงานน้อยๆ
    อ้าวก็วันนี้วันหยุดนี่

    ออกจากออฟฟิศตอนสี่โมงครึ่ง
    พลาดแล้วฉัน  ทีแรกตั้งใจจะไปหาหนังดูเสียหน่อย
    เวลาไม่ได้ละ ต้องไปรับลูก
    เลยพาเจ้าแต่ไปโลตัสซะเลย
    อยากได้ซีดีเลยไปแถๆที่อิมเมจิน

    ตั้งแต่การล่มสลายของ Tower Records, Cd Warehouse
    ยันPower Music ทำเอาฉันหาซื้อซีดีฟังแทบไม่ได้
    จะหาร้านที่รู้ลึกก็ไม่ค่อยมี มาเจอที่พารากอน จำชื่อร้านไม่ได้
    แต่เวิร์คทีเดียว นิสัยเสียอีกอย่างก็คือด้วยความที่นานๆจะได้แวะร้านซีดีที
    เลยกวาดซื้อไปหลายแผ่น

    ข่าวร้ายล่าสุด ลืมกระเป๋าซีดีไว้ในรถ
    ไปคุ้ยเขี่ยมาหลายวันก็หาไม่เจอว่าจะเอามาโหลดลงIPOD
    ปรากฏว่าหายไร้วี่แววคาดว่าหายตอนไปล้างรถ
    เศร้า และเสียใจมาก
    Aerosmith Verve Oasisและเก่าๆอีกหลายวง
    หายเกลี้ยง ใจหายมากๆ โดยเฉพาะAerosmith
    ที่ยึดของพี่ฟ้ามาเมื่อสิบกว่าปีก่อน

    รู้สึกโหวงๆเหมือนตอนที่โดนตั่วโกวเอาการ์ตูนพันกว่าเล่มที่ล้วนแล้วแต่เป็นการ์ตูนชุด หายากมากไปชั่งกิโลขายแล้วได้ตังมาพันสองไม่มีผิด
    (ตั่วโกวคงไม่รู้ว่า Orange Road แค่ชุดเดียวถ้าเอาไปขายจตุจักร
    มูลค่ามันมากกว่าพันสองอีกนะ)

    น้ำตาตกในอีกแล้วฉัน

    December 07

    Asian Conference :Day2

    กลับมาเขียนถึง Asian Conferenceให้จบๆก่อนจะลืมดีกว่า
    วันที่สองของการประชุม ง่วงอิ๊บอ๋ายเลยค่ะพี่โน้ง
    แต่ก็อย่างว่าดันนั่งสบตากับโฮเวิร์ดตลอดทั้งวัน จะหาวยังต้องแอบๆ
    ตอนช่วงที่ไนเจลออกมาพรีเซนต์มีการเล่นเกมส์ตอบคำถามด้วย
    ไอ้ฉันก็กำลังง่วง เล่นเกมส์นี่ชอบมาก ฮ่าๆ
    จัดมา หน้าม้าจากไทยแลนด์ก็จัดไป
    ได้รางวัลเป็นทิมแทมแบบเม็ดๆอีกถุงเล็กๆเลยมาแกะแบ่งกันกินที่โต๊ะ
    โฮเวิร์ดบอกฉันว่า กำลังง่วงพอดี มีของกินยังพอแก้ง่วงได้ ก้าก
     
    รอบบ่ายเป็นการประชุมแบบ Pararelle session
    ฉันต้องเข้าไปนั่งฟังพวกเร็พด้วยกันพรีเซนต์
    อย่างที่บอกปีนี้รอดเพราะปีที่แล้วพรีเซนต์ไปแล้ว
    ส่วนเบียร์รอดได้เพราะว่าเวลาไม่พอ
    พอรู้จากกาเร็ธเบียร์เลยเมล์ไปขอแสดงัวว่าถ้าคนเยอะก็ตัดผมออกก็ได้
    ฉลาดมั่กๆ เพื่อนฉัน พอเฟรดดี้รู้เรื่องนี้มันโวยใหญ่เลย
    แต่ปีนี้พรีเซนต์ฉันว่าไม่น่าตื่นเต้นเท่าไหร่
    เพราะว่ามีคนฟังเป็นคนกันเองแถมมีแค่สิบกว่าคนเท่านั้น
    ปีที่แล้วตอนฉันพรีเซนต์ทั้งMD,directers สารพัดนั่งกันให้พรึ่บ
    ถึงกับต้องใส่กระโปรงยาวกันเห็นว่าขาสั่นอยู่ ฮ่าๆ
    วันนี้เร็พญี่ปุ่นเดินมาบอกว่าชอบเดรสที่ฉันใส่
    ซื้อที่ไหนในไทยเหรอ อยากได้มั่ง
    ชั้นบอกประตูน้ำแพลททินั่มค่า สามร้อยเอ๊งง
    ส่วนเร็พเกาหลีเดินมาบอกฉันว่าไม่อยากเชื่อว่ามีลูกแล้ว
    ซึ่งฉันอึ้งกว่าเพราะมารู้ทีหลังว่าเค้าอายุมากกว่าฉันปีนึงแต่หน้าเด็กโคตรๆ
    ตกเย็นวันนี้เป็นวันฟรีเดย์
    ไทยทีมตกลงกันว่าจะไปกินข้าวที่กระชังที่คุณทีพาไป
    แล้วก็ชวนก๊วนเก่าอย่างเฟรดดี้ เอเมอริค โอลิเวอร์ และคนอื่นๆไป
    ตอนชวนเอเมอริคนี่ฮามากเค้าถามว่ากินอะไรก็บอกไทยกับซีฟู้ดนี่ละ
    ไปไกลลำบากแต่กินบน Raftนะ พอพูดคำว่าraftยังไม่ทันจบ
    เอเมอริคบอก โอเค ไอ โก ซะงั้นทันที
    พอหกโมงเย็นพวกเราก็ออกมารอกันที่ล๊อบบี้
    เจอทีมเกาหลีก็สนใจจะไปด้วยแต่จะตามไปทีหลัง
    เลยบอกต้องรีบนะเพราะนั่งรถไปก็ชั่วโมงนึงแล้ว
    อยู่ในรถตู้นั่งเมาท์กันไปตลอดทาง
    ถามเอเมอริคว่ามีไอเดียมั้ยว่าปีหน้าจะไปที่ไหน
    เอเมอริคบอกว่าที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่สิงคโปร์
    ฉันบอกอยากไปเกาหลีๆๆๆ ซึ่งรู้อยู่แล้วว่าไม่มีทาง
    เอเมอริคบอกไปเกาหลีเหนือจะพอมีสิทธินะนันทพร
    แว้ก ใครจะไปวะ
    นั่งรถตู้กันจนพอเมื่อยก็ถึงร้านอาหารที่หมาย
    นั่งเรือต่อไปอีกห้านาที เจ้าพวกนี้ตื่นเต้นกันมาก
    บอกสวยๆๆ แอบสงสารโอลิเวอร์มาไม่ได้เพราะต้องประชุมAcademicต่อ
    อยู่ท่าเรือเตรียมไปกิน
    ระหว่างลงเรือไปร้านอาหาร
     
    สั่งอาหารกันมายกใหญ่กินกันกระจาย
    ไอ้สามคนนั้นดี๊ด๊ากันมาก กินๆสลับกับไปสูบบุหรี่
    ไอ้เบียร์กวนตีนดันไปสอนภาษาไทยตามที่เฟรดดี้เรียกร้อง
    นั่งกินข้าวอยู่หันไปเรียกเฟรดดี้มันตอบ "เอออออ"
    บอกเบียร์สอนบอกว่าเอาไว้ตอบรับเวลาคนเรียก
    เบียร์บอกพูดกับแม่ก็ได้ ฉันเลยตอบไปว่า
    Sorry, I am a well educated,man.I am not saying that to my mother!
    แล้วก็มีเสียงเฮ้~~~~จากไอ้พวกที่เหลือ
    ขำดี
     
    เลือกกันเลยจะเอาตัวไหน (บาปดีแท้)
    บรรยากาศดีสุดๆ

    กินกันจนได้เวลาก็นั่งเรือกลับสนุกดี
    ขากลับเรามีคุยกันในรถ พยายามถามกันว่าตกลงแฟนซีใส่อะไรกัน
    ทุกคนก็พยายามบอกว่าเหลืออีกวันเดียวจะอยากรู้ไปทำไม รอก็ได้น่า
    December 05

    After (hard) Work!!

    หลังจากที่โดนมรสุมงานพัดเข้าใส่ช่วงสองอาทิตย์สุดท้ายของเดือนพ.ย.
    สะบักสะบอมกันไปทั่วหน้าทั้งฉัน เลิฟ และเบียร์
    จริงๆแค่ตารางที่ทำกันเอาไว้ก็เอี๊ยดจะตายอยู่แล้ว
    เหตุเกิดด้วยความงกอยากใช้authorsให้คุ้มๆ
    แล้วเป็นไงล่ะ โทรมกันเป็นแถวๆ
    แถมยังโดนหางเลขจากการปิดดอนเมือง
    เลยต้องนั่งรถตู้ปุเลงๆไป6ชั่วโมง แทบสลบกันเป็นแถบๆ

    กลับเข้ามาออฟฟิศก็ต้องรีบสะสางงานบนโต๊ะ อีเมล์ที่อ่านแต่ไม่ได้ตอบ
    อีเมล์ที่นึกว่าตอบแล้วแต่จริงๆแล้วลืม!
    จนมาวันหนึ่งในตอนสายๆ ผู้ชายคนหนึ่งก็ออนไลน์ขึ้นมา
    หลังจากถามไถ่กันสักพัก topicที่เราสองคนต้องคุยกันประจำก็คือ
    "เมื่อไหร่จะไปเที่ยวกันอีก?"
    และคำตอบก็จะเป็นเหมือนเดิมทุกครั้งคือ
    พี่ต้องไปถามคุณนายเลิฟค่ะ ทุกคนพร้อมหมดยกเว้นคุณนายเลิฟ

    จากนั้นฉันก็เลยถามไถ่ถึง?Moods Barว่าพร้อมจะเปิดเมื่อไหร่
    จะได้รวมพลไปช่วยตัดริบบิ้นฉลองกันดีกว่า
    พี่อั๋นเลยบอกขึ้นมาว่า ไปที่อื่นก่อนเถอะค่ะ กว่าจะเปิดตั้งวันที่ 25
    งั้นวันไหนดีคะพี่?
    พรุ่งนี้เลยดีกว่าค่ะ
    พรุ่งนี้? เอาเลยเหรอคะ

    แล้ว La Villa ตรงพหลโยธินก็เป็นข้อสรุปของพี่อั๋นกับฉัน
    จริงๆแล้วฉันไปที่ไหนก็ได้ทั้งนั้นละ ก็เคยไปกับเค้าซะที่ไหนละนั่น
    พอสรุปได้ก็หันไปชวนเลิฟ โทรหาเบียร์ จิกไอ้ผึ้ง ด่าไอ้แพร ชวนไอ้แอ๋ ถามถึงขวัญ
    สรุปจำนวนคนได้ปุ๊บก็ตั้งหน้าตั้งตารอวันพรุ่งนี้กันทันที

    เช้าวันพฤหัสฉันลาพักร้อนเพื่อจะจัดการเรื่องโรงเรียนอนุบาลของคุณนายแต่จ๋าให้เรียบร้อยก่อน
    เนื่องจากคุณพ่อแล้วแต่ทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ
    กลับมาจากทำงานทริปไกลๆนึกว่าจะเรียบร้อย เฮ้อ ทำเองก็ได้ค่ะ
    เสร็จปุ๊ปก็ไปแวะซื้อคอนแทคเลนส์
    ทีแรกตั้งใจจะไปหาหนังดูสักเรื่องแต่ก็พลาดไป
    มุกโทรมาบอกว่าพี่อ้อมคลอดแล้ว เอ๊ะรึจะไปเยี่ยมพี่อ้อมก่อนดี
    แต่คิดอีกทีไปพรุ่งนี้ดีกว่า เพราะว่าเพิ่งผ่าคลอดวันนี้ ต้องพักผ่อนเยอะๆ
    ยกโขยงทีมคุณแม่ไปก่อกวนทีเดียวน่าจะดีกว่า
    ว่าแล้วก็เลยออนไลน์ฆ่าเวลาไปเรื่อยๆ

    พอเข็มนาฬิกาเดินไปที่ห้าโมงครึ่ง ฉันก็เปลี่ยนเสื้อผ้าออกจากบ้านทันที
    วันนี้รู้สึกว่าแต่งตัวลำบาก
    เพราะทราบจากพี่อั๋นว่าที่กินเป็นดาดฟ้าชั้น4
    จะใส่แขนกุดก็กลัวหนาว เพราะตั้งใจจะใส่ขาสั้น
    จะสั้นบนสั้นล่างก็จะเยอะไปดูไม่ดี
    เลยตัดสินใจใส่แขนยาวกับขาสั้นไม่เยอะดีกว่า
    แล้วหาผ้าพันคอไปอีกทบ กันเหนัยวเผื่อหนาวมาก

    ปรากฏว่านั่งรถไปยังไม่ถึงรถไฟฟ้าเหงื่อแตกพลั่ก
    กลับบ้านไปใส่แขนกุดดีมั้ยตรู หรือจะถอดผ้าพันคอออก่อน
    ท่าทางวันนี้จะไม่หนาวยังไงไม่รู้
    แต่ก็นะ อีกใจยังแอบหวังว่าตกกลางคืนมันคงจะหนาวล่ะน่า
    พอถึงรถไฟฟ้าโทรจิกคุณนายแพรที่อ้ำๆอึ้งตามฟอร์มจนต้องด่าไป
    แล้วก็สำทับว่าจะไม่มาก็บอกมาเลยอย่ากั๊ก ขี้เกียจรอ
    จากนั้นคุยกับคุณนายขวัญที่กำลังอยู่สถานีสยามพอดีเลยบอกให้รอก๊อนนนน
    พอฉันไปถึงสยามก็เริ่มเปิดฉากเมาท์กันสนั่นโลก
    คุยกันตั้งแต่สยามถึงอารีย์ไม่มีหยุด
    พอลงจากรถก็ตั้งหน้าตั้งตาเดินไปลา วิลล่า
    ไปถึงปุ๊ปฉันก็ถามขวัญว่า แกๆ ขึ้นไปยังไงวะ
    ขวัญบอกไม่รู้ก็มาครั้งแรกเหมือนแก
    งั้นเพื่อความปลอดภัย เดินขึ้นบันไดเลยดีกว่า
    ไม่หลงแน่ๆ
    ไต่บันไดไปถึงชั้นสาม อ้าวไม่มีบันไดไปชั้นสี่
    เดินมั่วๆไปเจอลิฟท์เอ้าเอาลิฟท์ขึ้นไปเลย
    แต่พอลิฟท์เปิดเห็นพี่อั๋นเดินออกมาพอดี

    พี่อั๋นเลยบอกฉันว่าเข้าไปได้เลยนะคะบอกว่าจองไว้ชื่ออั๋น
    เดี๋ยวพี่ขอไปที่รถแป๊ปนึง
    ฉันก็ทำตามคำสั่งแต่โดยดี แต่เค้าก็ให้ยืนรอนานมาก
    มารู้ทีหลังว่าเค้าไปหาโต๊ะคุณอัญชลี ซึ่งไม่มีในที่จองไว้
    ปั๊ดโธ่ สรุปกว่าเค้าจะพาไปโต๊ะพี่อั๋น
    พี่อั๋นก็เดินกลับมาจากรถพอดี

    นั่งกินข้าวกันไปก่อนสามคน
    เลิฟกับสจ๊วทก็ตามมาและมีเบียร์มาเป็นคนสุดท้าย
    พี่อั๋นถามว่าจะลองดื่มมั้ย  ขมวดคิ้วอยู่แป้ปนึง
    เอาสิคะมาลองดู
    แต่ก่อนจะลองสามสาว เลิฟ ปอนด์ ขวัญมีการประชุมกันลับๆ
    โดยเลิฟบอกว่าไม่อยากเลยมันขม
    ขวัญเลยเสนอให้เอาลูกอมหย่อนลงไปในเบียร์เผื่อรสจะดีขึ้น
    ฉันก็เลยบอกว่ามีๆๆ ฉันพกฮอลล์อยู่แล้ว
    แต่พอบอกสจ๊วทๆบอกว่า No, Half beer,half sprite.It's called shander.
    สามสาวมองหน้ากันแล้วพยักหน้า พร้อมหันไปสั่งเด็กเสริฟให้จัดสไปรท์มาให้ด่วน

    พอสไปรท์มาไอ้เลิฟจัดการเทเบียร์ลงไปแล้วตามด้วยสไปรท์ในสัดส่วนเท่าๆกัน
    พร้อมทั้งส่งแก้วให้ฉัน
    ฉันก็ทำหน้างง Me?  Why me?
    หันไปมองหน้าสจ๊วทมันพยักหน้า
    เอาวะ ทำไมตรูต้องเป็นหนูลองยาด้วยเนี่ย
    มองน้ำสีเหลืองอ่อนๆในแก้วแล้วลองตัดใจดื่มเข้าไปจึ๋งนึง

    ตอนที่น้ำแตะปลายลิ้น
    ฉันรู้สึกว่ากลิ่นมันอ่อนลง และไม่ขม มันกลับหอมหวานเสียด้วยซ้ำ
    "เฮ้ย อร่อยยยย" ฉันอุทาน
    เลิฟกับขวัญเห็นดังนั้นก็เลยจัดแจงรินเพิ่มอีกสองแก้วทันที
    แล้วก็ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอร่อยยย หวานน
    สจ๊วทบอกว่าที่ยูเคกินแบบนี้เป็นเรื่องปกติ เป็นเครื่องดื่มสำหรับผุ้หญิง
    แต่จะให้อร่อยต้องกินกับ 7upแต่ถ้าหาไม่ได้ก็ใช้สไปรท์ได้เช่นกัน
    ในขณะที่พี่อั๋นกระซิบว่าระวังนะคะมันจะเมาง่าย
    เพราะหวานเลยกินได้เยอะ  กว่าจะรู้ก็เมาไปแล้ว..
    ฉันก็พยักหน้าหงึกๆ แล้วค่อยกินๆไป

    ไปกินกันคราวนี้สนุกมาก
    สามารถหลอกล่อคุณนายขวัญให้ไปด้วยได้
    แถมตะล่อมจนจากจะกลับตอนสามทุ่มครึ่งเป็นห้าทุ่มอีกต่างหาก
    ขวัญมาบอกทีหลังว่าสนุก ติดใจพี่อั๋น
    ฮ่าๆ ก็บอกแล้วว่าของเค้าดี มีไปด้วยรับประกันความฮา
    ดนตรีวงแรกเล่นดีมากกก มากจนฉันฟังด้วยความทึ่ง
    สจ๊วทเองยังบอกว่าเล่นดีจังเลย สองวงหลังที่มาเล่นต่อดูด้อยไปถนัดตา

    เดินออกมาเมากันหัวทิ่ม มารู้ตัวก็ตอนเดินขึ้นบันไดรถไฟฟ้านี่ละ
    จำได้ว่าโก้เคยบอกไว้ตอนอยู่ที่สุราษฎร์ว่า เมาเนี่ยคือเวลาเดินแล้วมันโคลง
    นั่นละเมา ฉันรู้สึกว่าก้าวเท้าแล้วยวบๆนิดนึง แบบนี้เรียกเมาได้รึเปล่าหนอ?

    แต่เอาน่าก็bottom upกันบ่อยซะขนาดนั้น
    จะไม่ให้เป๋บ้างเลยก็คงจะแปลก
    ห่วงก็แต่คุณนายขวัญกับพี่อั๋นที่ต้องขับรถกลับบ้าน
    แต่ตอนเที่ยงคืนขวัญsmsมาบอกว่าถึงแล้วย่ะ ขอบใจวันนี้สนุกมาก
    ในขณะที่พี่อั๋นเงียบฉี่ เพิ่งจะได้รับสัญญาณของการมีชีวิตอยู่ตอนสิบโมงกว่าของอีกวัน
    ว่าถึงบ้านได้ไงไม่รู้ค่ะ สภาพศพดูไม่ได้
    อ่านแล้วต้องขำก้ากออกมาดังๆ ก็พี่เล่นดื่มหนักซะขนาดนั้น
    หนูก็เป็นห่วงสิคะ ถ้าไม่มีคู่แข่งแบบนี้สงสัยขายหนังสือไม่สนุกแหงๆ
     ปล. นังแพร ถ้ายังคิดจะเบี้ยวอีกคราวหน้าเพื่อนจะไม่ให้อภัยแล้วนะเฟร้ยยย

    October 23

    บ่น บ่น บ่น และบ่น

    ยามสายของวันนี้ขณะที่ฉันกำลังวิ่งวุ่นเรื่องงานเอกสารที่ออฟฟิศ
    เพราะไม่ค่อยได้มีโอกาสได้สถิตอยู่ในที่ทำงานเท่าที่ควร
    กว่าจะรู้ตัวเอกสารก็ล้นโต้ะ เล่นเอาฉันแทบหาข้าวของไม่เจอ
     
    เบียร์ แกไม่ต้องมาคอมเมนต์เลยนะว่าตอนไม่ยุ่งโต๊ะฉันก็รกน่ะ
    เอาไว้หมดงานเคมบริดจ์เดย์ก่อน โต๊ะฉันจะเรียบร้อย(ได้สักกี่วัน?)ให้ดู
    ไม่เชื่อก็ไปเตะไอ้เลิฟได้เลย
     
    สาวแกงค์คุณแม่ในวงเอ็มก็ทักขึ้นมา
    พร้อมกันถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ
    รวมทั้งเรื่องของการจะหายกบาล หายสรีระไปไหนในช่วงบ่ายรึเปล่า
    แน่นอนก็ต้องไปน่ะสิ จะเหลือเหรอ
    บ่ายนี้ฉันคิดว่าหลังจากเก็บบู้ทที่AUAเสร็จ
    ฉันตั้งใจจะกลับไปนั่งแปลเอกสารเพื่อทำ Product Trainingที่บ้าน
    เพราะมันเงียบดี จึงน่าจะมีสมาธิมากกว่า
     
    ช่วงเก็บบู้ทที่งานก็ใช้จังหวะและความเร็วมากเล่นเอาเด็กดีเคบอกว่า
    พี่น่าจะไปออกรายการพวก ถึก บึก อึด อะไรแบบนั้น
    เผลอแป๊ปเดียวทุกอย่างลงไปอยู่ในสัมภาระแล้ว
    จากนั้นก็กลับบ้าน วันนี้ฟลุคมากได้สารถีไปส่งบ้านแบบไม่ได้ตั้งใจ
    แอบดีใจแหะๆ วันนี้ของหนักพอดี ขอบคุณนะคะ
     
    พอถึงบ้านปุ๊ปก็กางแลปท้อปซึ่งวันนี้คิดอะไรอยู่ไม่รู้
    ฉันดันถอดแบตออกแล้วเสียบปลั๊กเอาอย่างเดียว
    เพราะเห็นว่าจะได้จ้องจอแปลงานกันบานตะไทแน่
    ทำนายกับเลิฟไว้ล่วงหน้าแล้วด้วย
    ว่ายังไงๆ เบียร์ก็ไม่น่าจะทำในส่วนของตัวเองทัน
    งานนี้ไม่แคล้ว"อะไรๆก็กรู"แน่นอน
    เบียร์จ๋า ที่ทำให้เนี่ย เพราะรักตัวเดียวเลยนะตัวเอง จุ้บๆ
     
    อ้วกกกก
     
     
    กลับเข้าเรื่องต่อ ฉันนั่งขัดสมาธิบนเตียง ทีวีไม่เปิด
    วิทยุไม่ได้เล่น ตั้งใจทำงานสุดๆ แปลไปได้ 3-4เล่ม
    ฟ้าก็ผ่าดังเปรี้ยง ไฟดับวูบแล้วฝนก็ตกกระหน่ำ...
     
     
    กรี้ดแรก กรี้ด...ตกใจไฟดับบบ
     
    กรี้ดสอง กรี้ดดังกว่ากรี้ดแรกอีก
    กรี้ดดดดดดดดดดแลปท้อปดับไปด้วย เพราะไม่มีแบต
    กรี้ดดดดดดดดดดดดดงานกรู๊~~~~~~~~~~~~
    ฉันร้องโหยหวนแข่งกับเสียงฟ้าคำราม
     
    โอ้แม่เจ้า ตรูจะกลับมาบ้านทำมั้ยยยยยย
    นั่งกวนตีนชาวบ้านอยู่ออฟฟิศยังจะดีซะกว่า
    นั่งกลัวผีอยู่บนเตียงคนเดียวท่ามกลางพายุฝนฟ้าคะนอง
     
    โอ้แม่เจ้า หายใจไม่ออก แอร์ไม่มี เปิดหน้าต่างไม่ได้
    เปรี้ยง ไฟมาอีกรอบ
    แต่มาแค่สามวินาทีแล้วก็วูบไป
    มันจะมาทำวะคะ?
     
    พยายามโทรหาคนที่รู้จัก ไม่มีใครรับสักคน
    เอาวะ sms เท่านั้นที่เราต้องการ
    ส่งๆ ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย กลัวผีค่ะ
    ไม่กล้าส่งเยอะ อะ เดี๋ยวโดนหัวเราะเยาะ
    นั่งมืดๆ หดหู่ๆ ผสมหงุดหงิด
     
    ถ้าไฟดับเฉยๆคงหนีไปเดินพระรามสามแล้วมั้ง
    แต่นี่ฝนตกกระหน่ำฉันจะไปไหนได้
    ซาตานสีดำบินมาเกาะที่ไหล่ขวา
    ก็ซื้อรถซะทีสิแม่คุณ จะได้ขับออกไปตะแล้ดแต๋ดแต๋ได้เอง
    ไม่ต้องรอพึ่งชาวบ้านแบบนี้
     
    แง๊ ปลายปีนี้สงสัยต้องซื้อแน่ๆ
    ต้องรีบหายใจลึกๆไปฟาดเคราะห์แล้วไปหัดจับพวงมาลัยอีกครั้ง
     
    เมื่อคืนนี้นั่งคุยกับปอย
    เรื่องนู่น นี่ นั่น
    แล้วก็ถอนหายใจยาวๆ ปอยบอกว่าเอาน่าๆๆ
    ใครมีอะไรเค้าก็มาหาแจ้หมดอะ เพราะแจ้อะไรก็ได้ ใจดี ปากไม่ร้าย และชอบให้ ใช่มั้ย
    เฮ้อ สงสัยต้องไปหาเสื้อ"อะไรๆก็กรู"มาใส่จริงๆซะละมั้ง
    แต่ก็อะนะ ที่อะไรก็ได้ ก็เพราะไม่อยากเรื่องมาก
    ไม่อยากรำคาญ
     
    แต่ก็นั่นแหล่ะบางครั้งสิ่งที่เห็นมันก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นอยู่
    หลักกาลมะสูตรเป็นสิ่งที่เชื่อได้จริง
     
    บ่นๆ พล่ามๆมาเนี่ย
    แค่จะบอกว่าสรุปฉันแปลงานไม่เสร็จเพราะไฟดับนี่ล่ะ
    ไว้พรุ่งนี้ค่อยทำละกัน
    หายหมดแบบนี้มันเสียเส้นไปซะแล้ว
     
     
     
     
     
     
     
    October 13

    งานล้มทับ

    แอบเข้ามาอีกนิด เพราะช่วงนี้ยุ่งจัง
    หายหัวไปหลายเดือน เนื่องจากแลปท้อปเดี้ยง
    พี่หญิงไม่สามารถลงโปรแกรมLotus notesได้สมบูรณ์เสียที
    เสียเวลาไปหลายเดือน แถมทำเอาเครื่องของเราอืด ป่วยอย่างเห็นได้ชัด
    ทำงานไม่ได้ เข้าเน็ตไม่รอดอย่างเห็นได้ชัด
    ขณะนี้อาการก็ยังไม่ดีขึ้น จนนึกอยากจะซื้อส่วนตัวเองขึ้นมาตงิดๆ
     
    งานยุ่งจนหลายคนถามไถ่ว่าหายสรีระไปไหน
    ไอ้ซาร่าเพื่อนรักต้องโทรมาตามว่าตายไปหรือยัง
    กระทู้คุณแม่ไม่โผล่ วงเอ็มไม่ออน
    พอบอกทำงานมันดันถามว่าแกทำเป็นด้วยเรอะ
    อ้าวไอ้เวร ช่วงว่างก็มี ช่วงยุ่งก็เยอะ
    จริงๆเค้ามีหลักการย่ะ Work hard,Play smart โลด
     
    มีอะไรกรุณาโทรหา เพราะว่าไม่ค่อยสิงที่ออฟฟิศ
    ถ้าเจอออนเอ็ม เป็นไปได้ว่าออนผ่านมือถือเพราะรถติดอยู่ที่ไหนสักแห่ง ฮ่าๆ
     
    มีกิจกรรมหลากหลายเกิดขึ้นมากมายตอนหายหัว
    ไปเป็นพริตตี้แทนคุณนายปอย2ช.ม
    ไปร้องคาราโอเกะแบบบ้าเลือดกับพี่โจ แอร์สาวคนสวยของเรา
    ไปโยนโบว์ลิ่งหลังเลิกงานจนแขนช้ำในวันรุ่งขึ้น
    ไปทานข้าวที่ร้านอาหารเนื่องในวันเกิดเพื่อนๆที่รักและรู้ใจ
    ไปดูหนังคนเดียวบ้างในช่วงเวลาที่ลงตัว
    ไปดูหนังกับคนอื่นบ้างในช่วงเวลาส่วนตัว
    ไปนวดหน้าแบบงงๆในช่วงเวลาที่คุณนายเลิฟจัดให้ นัดให้ และออกตังให้ ฮ่าๆ
     
    เรื่องแปลกเกิดขึ้นมาก ทั้งความรู้สึกของตัวเองและของคนรอบข้างแต่ไม่ค่อยแปลกใจ
    เพราะชีวิตมีอะไรมาให้แปลกก็ดูมีสีสันดี
    คุณนายปอยโทรหาบ่อย..บ่อยจนนึกว่าเธออยู่เมืองไทย...ไม่ใช่ลอนดอน
    โทรมาเล่าเรื่องของชาวบ้านให้ฟัง ฟังแล้วก็ขำ
    เอาน่า เคยดูหนังเก่าสมัยก่อนมั้ย ที่ชื่อว่า "ช่างมัน ฉันไม่แคร์"น่ะ
    ไว้อยากกินอะไรจะกินแทนแล้วถ่ายรูปไปให้ดู..ดีมั้ย?
     
    มือถือกำลังจะเดี้ยง อยากได้ใหม่
    ใจมุ่งไปที่Omnia แต่ดันติดระบบของNokia
    เอาไงดีนะเอาไงดี?
     
    มีความจำเป็นจะต้องขับรถให้ได้ภายในเร็ววัน
    อาจจะถึงเวลาที่จะต้องมีรถของตัวเองเสียที
     
     
     
     
    September 25

    เรื่อยเปื่อยด้วยความเคารพ

    I am 29 now.
    Just wondering about what I have been, done and played...
    So many places that I've passed on my birthday.
    I gave a visit to my beloved aunt.
    We was sitting and talking about things.
    Also I went to the temple and made a merit.
    I wanted nothing for a birthday gift.
    Just surrounded by people that I loved....That's enough.
     
    Time passed....so fast..
    I've have been told....If you ever want something badly, let it go. If it comes back to you, then it's yours forever.
    If it doesn't, then it was never yours to begin with.
    I knew....so I just let it go....

    Although I knew, I will lost it forever because of myself.
    But I am very happy to know that although I couldnot have it.
    Still it will be in a deepest place of my heart.
     
    วันเกิด
    ไม่ได้ทำอะไรมากมายหรอก
    ก็ไปเรื่อยๆ นั่งรถเมล์ลงวัดสุทัศน์
    ฝนตกพรำๆก็กางร่มเดินดุ่มๆไปไหว้พระ

    จากนั้นก็แวะไปไหว้ป้า นั่งคุยเรื่องนู้นเรื่องนี้
    ฟังแล้วก็ยิ้มแล้วก็ได้แต่บอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง
    ถึงเซนต์เบอร์นาร์ดจะยังเลียตูดถึงอยู่
    แต่ก็ไม่ต้องเป็นห่วง โตแล้ว
    งานดี เงินเดือนเยอะ วันหยุดอื้อ หุหุ
    เลิกห่วงได้แล้วน่า

    ได้ไหว้พระ บริจาคโลงศพ
    อุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร
    สบายใจขึ้น  เรื่องบางเรื่องทุกข์ใจไปก็เท่านั้น
    ไม่มีประโยชน์ที่จะแก้ตัว
    เพราะถ้าคนที่ไม่ชอบเรา อธิบายอะไรไปยังไงเค้าก็ไม่ฟังหรอก...
    ทำบุญเยอะๆดีกว่าเผื่อชีวิตจะดีขึ้น ฮ่าๆ
     
    ตกบ่ายไปช้อปปิ้งสืบเนื่องจากคุณนายมุกจะไปฮ่องกง
    จะช้าอยู่ไย คิงเพาเวอร์รางน้ำนี่ไซร้รอเราอยู่ หุหุ
    ไปยืนมองนาฬิกาที่ตู้ประมาณยี่สิบนาทีจนพนักงานเข้ามาถาม
    ลองสวมได้นะครับ
    ฮ่าไม่เป็นไรค่ะ
    ราคาครึ่งแสน คิดนิดนึงแต่มือหยิบการ์ดไปแล้ว
    เอาดีมั้ย เอาดีมั้ย เอาดีมั้ย
    โชคดีวันนี้วันพระ เลยสยบกิเลสได้
    ไอ้ที่อยู่ในมือถึงจะราคาไม่กี่เหรียญแต่มันก็บอกเวลาได้ตรงเหมือนกันนั่นล่ะ
    เอาไว้ก่อนดีกว่า
    ไว้เจอกันเมื่อกิเลสเรียกร้อง
     
    กลับมาบ้านนั่งทบทวนและพิจารณา
    เอาละนะ เมื่อตัดสินใจแล้วก็ทำไป
    คิดดี ปฏิบัติดี ผลของมันคงจะได้เห็นสักวัน
    สักวันคงจะเข้าใจ
    ว่าสิ่งที่เห็น มันไม่เป็นอย่างที่สิ่งที่คิดเสมอไป

    อคติมันสามารถบังตาได้ทุกอย่างละ
    ช่วงนี้งานเยอะ เดินทางบ่อย
    ยุ่งจัง ทิ้งแลปท้อปไว้ที่ออฟฟิศอย่างบ่อย
    งานเอกสารไม่เยอะ จากสิงห์มือแชท
    กลายเป็นOffline Task ซะเยอะ
    ขนาดสเปซยังหายหัวเป็นเดือน
    หายแบบลาขาด ไม่เข้าเลย
    อีเมล์เยอะถึงร้อยกว่าเมล์ จังค์ทั้งนั้น ไม่เค้ยไม่เคยปล่อยให้เยอะขนาดนี้
    แต่ยุ่งแบบนี้ก็ดีนะ สนุก ลุ้น
    มีอะไรให้มองเห็นถึงแม้มันจะซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัดของการเดินทางก็ตาม
     
    .
     
     
    September 24

    สิงหาทริป#3

    เช้าวันประชุมวันแรด เอ้บ วันแรก!
    เมื่อวานเอเมอริคบอกไว้ว่าตอนนี้แขกมาพักเต็มให้รีบลงมาทานข้าวแต่เช้า
    เพราะกว่าจะเดินมาจากตึกที่พักก็ใช้เวลาอยู่โข
    เลยตื่นแต่เจ็ดโมงแล้วก็โทรไปปลุกเบียร์ที่รัก
    ตอนแรกว่าจะไปปลุกถึงบนเตียงแต่เกรงใจเลิฟ กลับกลัวเบียร์ตบฮ่าๆ
     
    รีบอาบน้ำแต่งตัว มามัวเสียเวลากับคอนแทคเลนส์นี่ละ
    คราวนี้เปิดซองมาดันหาเลนส์ไม่เจอ
    ควานอยู่ตั้งนานถึงจะเห็นว่ามันม้วนหลบอยู่ตรงฟอยล์
    ไม่กล้าโวยวายให้คนอื่นฟัง เดี๋ยวเค้าหาว่าโง่อีก ฮ่าๆ
    ออกไปทานข้าวกัน คนน้อยกว่าที่คิด ง่วงโคตร
    ตรูจะเสียเวลามาทำไมเนี่ย
     
    ตั้งหน้าตั้งตากินแบบผิดหวังนิดๆกับโรงแรม
    เพราะอาหารสวนทางกับชื่อเสียงพอสควร
    ระดับเซนทาราน่าจะทำอาหารเช้าให้ได้ดีกว่านี้นะ
    ขนาดตอนไปmolla centerที่UK อาหารเหมือนกันทุกวัน
    แต่วัตถุดิบและคุณภาพดีกว่ากันคนละเรื่องเลย
     
    คุณนายเลิฟสั่งกาแฟมากินสองแก้ว
    รอบแรกสั่งผิดได้กาแฟร้อนมาซึ่งเป็นความผิดมันเองเต็มๆ
    ดันดูแต่รูปแต่ไม่ได้อ่านว่ามันไม่ใช่กาแฟเย็น
     
    กินกันเสร็จก็จัดการหอบแฟ้มไปที่หอ้งประชุม
    แม่เจ้าห้องประชุมอยู่ชั้นแปด ลิฟท์มีแค่สองตัว ขึ้นได้เต็มที่ตัวละ6คน
    แถมฉันดันลืมแจ็คแก็ตไว้ที่ห้องอาหารอีก เลยต้องวิ่งหน้าตั้งกลับไปเอา
    แหมราคาเอาการอยู่ถึงจะเซลล์ก็เถอะ ใส่ยังไม่คุ้มเลยนี่นา
     
    เริ่มต้นวันแรกก็กล่าวเปิดพิธี ประชุมกันไปตามเรื่อง
    ง่วงนิดนึง หาวเยอะ ดันนั่งตรงข้ามกับHoward ไดเรคเตอร์ของอเมริกา
    ฉันปลื้มเขาตั้งแต่เจอกันครั้งแรกที่สิงโปร์นู่นนน
    คนอะไรมีความสามารถอธิบายเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก
    จำง่ายด้วย ตลกด้วย เก่งจังเลย เก่งสุดๆ
    หนังเหนียวอีกต่างหาก เพราะโฮเวิร์ดก็เป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตจากสึนามิ
    ตอนที่รู้ข่าวจากกาเร็ธว่ายังหาโฮเวริ์ดไม่เจอ
    คุณนายเลิฟผู้น่ารักบอก โฮเวิร์ดอย่าตายนะ หนังสือ Touchstone ยังไม่เสร็จเลย ก้ากก
    ปลื้มเขาแต่ไม่รู้จะคุยด้วยอะไร เลยแอบยิ้มให้เป็นระยะๆ
    โฮเวิร์ดคงคิดว่าฉันบ้าแน่ๆ
     
    วันนี้ได้Tim Tam เวเฟอร์ชอคโกแลตจากออสเตรเลียมาห้าแพคคู่
    สืบเนื่องมาจากฉันเมล์ไปหามิเชลกรี้ดกร้าดดีใจที่ปีนี้มิเชลจะได้เป็นตัวแทนจากออสเตรเลียมาประชุม
    มิเชลเลยถามว่าอยากได้อะไรจากที่นั้นรึเปล่าเอาไปให้ได้หมดยกเว้นจิงโจ้กับหมีโคอาล่า
    พอฉันบอกเบียร์ๆเลยบอกว่าให้จัดทิมแทมมาให้หน่อย
    ของเมืองไทยมัน เมด อิน อินโดนีเซีย รสชาติไม่ได้เรื่อง
    มิเชลเลยจัดมาให้ห้าแพคคู่ก็ สิบแพคพอดี หนักมาก แต่ก็อร่อยมากเช่นกัน
     
    ประชุมเสร็จเลิกงาน แจ้นเข้าห้อง เตรียมอาบน้ำแต่งตัว
    เพราะคืนนี้ต้องไปทานBusiness Dinner ที่ร้าน Jazztaurant
    เลิฟไปคอยที่ล๊อบบี้แล้ว
     
    ฉันเลือกใส่ชุดกางเกงสีขาว (แน่นอนรองเท้าเหลืองแปร๊ดดด)
    เดินชิลๆไปกับเบียร์ก็ถ่ายรูปไประหว่างทาง
    IMG_0790
    ถ่ายรูปนี้เสร็จก็นึกขึ้นได้ว่าลืมมือถือส่วนเบียร์ลืมกระเป๋าเงิน
    หันไปมองนาฬิกาแล้วก็แทบกรี้ด เหลือเวลาอีกห้านาที
    เค้าเขียนในกำหนดการด้วยว่า 6 PM sharp!!!
    เวรแล้ว สองคู่หูเลยต้องวิ่งหน้าตั้งกลับเข้าห้องไปอย่างด่วนจี๋
     
    พอเอาของได้ก็ต้องรีบวิ่งหน้าตั้งกลับไปที่ตึกล๊อบบี้
    ไปถึงยืนหอบเป็นหมาเลย ต้องปืนขึ้นรถไปนั่งหอบต่ออีก
    นั่งรถกันไปครึ่งชั่วโมงได้มั้งก็ถึงร้าน
     
    IMG_0821
     
    ร้านสวยมาก ตั้งอยู่บนเนินเขา เลยทำให้เห็นวิวได้ทั้งเมือง
    แถมมีเสียงLive bandเล่นแจ้สให้ฟังกันสดๆ
    ตอนนั่งทานยังคุยกับเอเมอริคว่า อยากไปดูจอร์จ เบนสันจังเลย
    พูดไม่ทันขาดคำ ฉันก็ต้องชะงัก มีช้อนค้างอยู่ที่ปากเกือบห้าวินาที
    เพราะวงเค้าก็เล่น"เพลงนั้น"ของเบนสันขึ้นมา
    แปลกใจตัวเองนิดนึงเพราะรอยยิ้มพิเศษมันก็ผุดขึ้นมาที่มุมปากอีกครั้ง
     
    IMG_0800IMG_0802IMG_0807IMG_0808IMG_0810IMG_0814IMG_0816IMG_0820IMG_0822IMG_0823IMG_0829
     
    IMG_0828
     
    อัดอาหารกันจนอิ่มหนำเค้ามีเค้กเซอร์ไพรซ์วันเกิดให้มาร์ค เกรสเชมด้วย
    เฮฮากันต่ออีกสักพักก็ได้เวลากลับบ้านกัน
    วันนี้เหนื่อยนิดหน่อย ไม่ได้ใช้แรงกายแต่ใช้พลังสมองเยอะ
    หัวถึงหมอนก้หลับเลย
    September 17

    สิงหาทริป#2

    หลังจากนั่งรถจากศรีพันวาไปเซนทารา กะรน รวมเวลาบนถนนได้1ช.ม.พอดีเด๊ะ
    เราก็ลากสัมภาระหอบเบ้อเริ่มไปเช็คอินกัน
    พอเดินเข้าสู่เซนทารา Work modeมันก็ตามมาทันที
    หน้าล๊อบบี้ก็มาแล้ว Nigel, Emeric และอีกสารพัด กำลังยืนรอเช็คอินกันเป็นแถววว
    กว่าจะได้ห้องรอกันครึ่งชั่วโมงได้มั้ง
    ระหว่างนั่งรอเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าวันนี้ใส่รองเท้าสีกระแดะมาก
    คือเหลืองอ๋อยมากเลย บวกกับใส่เสื้อเหลืองอีก
    เลยสะกิดเลิฟบอกแกๆ ถ่ายรูปให้ฉันหน่อยดิ เอาให้เห็นรองเท้านะ อิอิ
    IMG_0772
    --เหลืองแรดได้ใจมาก--
     
     
    พอได้ห้องพักปุ๊ปเราก็ไม่รอช้าจะรีบบึ่งไปหาทันที
    แต่ที่นี่เค้ามีตึกหลายตึกมาก แล้วก็ไปลำบาก ห้องพักของฉันอยู่ที่Tropical building เป็น Pool view
    ตอนแรกว่าจะเดินไปเองแต่ดูจากแผนที่แล้วเปลี่ยนใจขอนั่งรอรถกอล์ฟก่อนดีกว่า สมบัติมันเยอะ
    พอไปถึงเลิฟด้พักชั้นล่าง ฉันกับเบียร์ได้พักห้องติดกันที่ชั้นสอง
    เลิฟบอกอย่าทำอะไรไอ้ปอนด์นะ
    ฉันหันไปบอกเบียร์ว่า ไม่ต้องปืนเข้าหานะ เคาะดีๆก็เปิดแล้ว ฮ่าๆ
     
    IMG_0773IMG_0775IMG_0776
    IMG_0779IMG_0780
     
    เปิดประตูเข้าไปเจอเตียงคู่ แอบเซ็ง
    พักคนเดียวไม่ชอบเลยเตียงคู่เนี่ย กลัวผีมานอนด้วย
    พอเอาเสื้อผ้าขึ้นแขวนเลิฟก็โทรมาบอกว่าห้องเลิฟแอร์ไม่เย็นเค้ากำลังมาซ่อมอยู่
    เลยขึ้นมานั่งห้องฉันพร้อมรอซ้อมใส่หัวสตอมกันเล่นๆก่อนลงไปwelcome drinkกัน
     
    กลิ้งๆกันจนถึงเวลา1ทุ่มพวกฉันก็ต้องเดินกลับไปที่ตึกใหญ่
    เดินเองถึงได้รู้ว่าไกล ไกล๊ ไกล แอบบ่น เพราะรองเท้าเหลืองเริ่มกัดซะแร้ววว
    พอไปถึงก็เจอกับฝรั่งฝูงใหญ่ก็ต้องเข้าไปเมาท์กันตามระเบียบ
    IMG_0782IMG_6159
     
    กำลังเดินออกไปก็เจอคู่ปรับเก่า ไอ้เฟรดดี้แห่งฮ่องกงซึ่งเดินสวนเข้ามาพอดี
    เลยแซวไปว่า Hi! Freddy the Mo man! (เฟรดดี้ นามสกุลโม ปีที่แล้วมันพรีเซนต์เรื่อง Co- ก็เลยแกล้งเอามาทำเป็นคำพ้องเสียง)
    เฟรดดี้มันทำหน้าปุเลียนๆก่อนจะบอกว่า Hi! Porn Girl!! Should I said that???
    C'mon man, My nick is Pond not that Porn!and if that's hard to say,just call me Paul,ok?
     
    อยู่ในเวรกรรม ดริงค์ประมาณชั่วโมงได้ก็ต้องพาไอ้พวกนี้ไปกินข้าว
    มีปัญหากันนิดนึงเพราะตอนแรกไอ้เกรเกอร์บอกว่าจะจัดหาให้เพราะมันเป็นคนส่งเมล์ร่อนทั้งSEAว่าจะจัดเลี้ยงต้อนรับสจ้วท
    ซึ่งเป็นเทรนเนอร์คนใหม่(ที่ตาเหร่..กรรมของตรู)
    พวกฉันก็นึกว่านังเกรเกอร์จะเป็นคนหาร้าน ปรากฏมันโบ้ยมาที่เลิฟซะงั้น
    เสนอไปร้านอิตาเลี่ยนมันก็บอกจะเอาร้านทยบรรยากาศดีๆ
    ปั๊ดโธ่ว้อย นี่มันก็ภูเก็ตครั้งแรกของพวกตรูเหมือนกัน
    สรุปเลยไปกินกันที่The Cliff  เซนทารา กะตะ กันแทน
     
    งานนี้ตาศักดิ์ Director คู่แค้นอย่างไอ้หนวดแห่งอินเดียต้องเป็นคนเลี้ยง
    ทั้งๆที่บอกมันแล้วว่าเป็น SEA dinner ไอ้หนวดยังเอาเพื่อนอินเดียมาอีกสาม
    แม่เจ้า แค่นี้ยังเหม็นไม่พออีกเหรอ
    เลิฟ เบียร์ และฉันมันหามองหน้ากันแล้วก็พยักหน้า
    เอาล่ะ เรามาล้มทับไอ้หนวดกันดีกว่า (ถึงมันจะใช้ Coporate credit cardก็เหอะ)
    กางเมนูเลย individual dish with share dish นะคร้า
    ราคาอาหารน่าตื่นตาตื่นใจ ต่ำกว่าห้าร้อยไม่สั่งยะ
    ปกติมนุษย์น้ำเปล่าอย่างฉันขอบายวันนี้สั่งพันซ์เลย แก้วละสองร้อย จิ้บๆ
    สั่งกันไม่ถูกใจมีรายการคุณนายเลิฟจัดให้ด้วย
    พนักงานจดช้าไม่ทันใจคุณนายขอบิลมาจดเองซะงั้น
     
    อาหารมาช้า ช้ามากถึงมากที่สุดกว่าจะได้อาหารก็เกือบห้าทุ่ม
    แถมไอ้อินเดียนรกยังหน้ามึน จานกุ้งเผาซึ่งเป็นจานแชร์
    พอมาถึงเราก็ส่งต่อก็หยิบกันคนละตัวสองตัว
    แต่พอมาถึงไอ้อินเดียนรกเพื่อนไอ้หนวด มันตักข้าวใส่จานกุ้งยักษ์เฉยเลย
    กุ้งเผาสองกิโลเพิ่งตักไปไม่กี่ตัว มึงเอาไป"แดร๊ก"หมดได้ไง
    กรี้ดดดดดด
     
    อารมณ์เสียกันสุดฤทธ์ ทั้งไทย มาเลย์ (ดีนะอีกโต๊ะมันไม่โดน)
    เริ่มหงุดหงิด อารมณ์เสีย พันซ์น้ำผลไม้หมด
    แต่โหมดนางมาร้ายออกฤทธ์ น้ำเปล่าไม่กินว้อย
    เลิฟ ปอนด์ เบียร์ต้องการเอเวียงมาแก้โมโหด่วน
     IMG_6159IMG_6164IMG_6165IMG_6161IMG_6162IMG_0783IMG_0784IMG_0785IMG_0786IMG_0787IMG_0788
     
    ล้มทับไอ้หนวดกันไปที่หมื่นห้า (ถูกกว่าที่คิดแฮะ)
    ค่อยกลับห้องนอนหลับอย่างมีความสุข ฮ่าๆ
     
     
     
    September 15

    สิงหาทริป#1

    หลังจากที่หายหัว หายสรีระไปนาน
    จนใครหลายคนนึกว่าจะเลิกอัพสเปซไปรึเปล่า
    ก็ไม่ใช่นะ แต่งานมันก็ยุ่งนิดนึง มึนนิดนึงแถมมีconferenceกันอีก
     
    เดือนที่แล้วเลยมีกิจกรรมหลายอย่างมาก
    ทั้งในส่วนของตัวเองและลูก
    ของลูกก็เชิญตามไปอ่านในของลูก งานนี้ขอคัดเฉพาะของตัวเองก่อนดีกว่า
     
    เริ่มแรกก็ไปงานแต่งงานเพื่อนอ้น
    สนุกดี ไกลดี ถือเป็นการลงใต้ครั้งแรกในชีวิต
    ไปถึงก็อดตื่นเต้นไม่ได้เวลานั่งรถผ่านรร.ที่ใช้หนังสือ
    เราก็ดีใจ ฮ่าๆ อยากจะไปกราบขอบพระคุณแนบอก
    ทั้งๆที่จริงอีกไม่กี่วันคุณนายเลิฟก็จะตามลงมากันติดๆ
    140820081336
     
    งานแต่งงานอ้นใหญ่เบิ้ม คนตู้ม เห็นแล้วเหนื่อยแทน
    แต่อ้นสวยมากๆ แบบนี้ใช่ใหมที่เค้าเรียกว่าราศีจับ เพราะเพื่อนอ้นผ่องทั้งตัวเลย
    งานนี้ขนชุดไปสามชุดเพราะไม่แน่ใจว่าใส่ชุดไหนได้
    อาการทางจมูกก็ยังไม่ค่อยดี ต้องขนน้ำเกลือกับไซรินจ์ไปล้างด้วย
     
    แต่พอถึงงานด้วยความเร่งรีบก็เลยได้ใส่ชุดโชว์ไหปลาร้าซะแทน
    แถมชุดนี้ดันหักหลังฉันตอนยืนส่งตัวเจ้าสาวตอนกลางคืน
    อยู่ๆสายเดี่ยวมันก็หลุดผลอยออกมาหนึ่งข้างเฉยเลย
    โชคดีที่หลุดจากด้านหลังไม่งั้น..เอิ้ก ไม่อยากจะนึก...
    นัทต้องช่วยเอากิ๊บดำมาเหน็บให้แทน
    จบงานอ้นยังมีรายการไปคาราโอเกะกันตลอดกลางคืนต่อ
    สนุกและตลกเหมือนเคย กลับถึงห้องนอนหลับๆตื่นๆ
    เพราะก่อนมาดันได้คุยเอ็มกับพี่อั๋นและโดนหลอกผีเอาไว้
    ตอนแรกก็ลืมไปแล้วแต่คนขับรถตู้ที่อ้นส่งมารับฉันที่สนามบิน
    ดันคุยกันเรื่องผี ได้ยินเลาๆว่าเมื่อคืนเพิ่งโดนหลอกมา
    ประกอบกับได้smsจากพี่อั๋นพอดีว่าโดนผีหลอกรึยัง
    งานนี้หลอนเลย
     
    แอบกลัวผีเล็กน้อย โชคดีที่ยังมีนัทนอนเป็นเพื่อน
    ตื่นมารีบแต่งตัวกินข้าวและแจ้นไปสนามบินกลับกทม
     
    เพิ่งรู้ตัวว่าเพลียมากก็ตอนที่อยู่บนเครื่อง
    เพราะไม่ทำอะไรเลยนอกจากนอนหลับยาวจนถึงกรุงเทพ
    พอเปิดมือถืองานเข้าตู้ม ลูกค้าโทรเพียบจนงง
    ทีแรกบ้าพลังกะไปช่วยเลิฟออกบู้ทที่รามต่อ
    แต่โชคดีเลิฟบอกคนน้อยไม่ต้องก็ได้
    พอลากกระเป๋าเข้าบ้านเปลี่ยนเสื้อผ้าก็พุ่งสู่เตียง
    แต่ยังคุณนายแพรโทรมาชวนไปดูคอนเสริต์ Groove Rider
    แต่ตอนนั้นจิตหลุดจากร่างไปแล้ว
    สำนึกสุดท้ายบอกแพรไปว่า แก 081XXXXXX
    นี่เบอร์พี่อั๋น แกโทรไปหาพี่อั๋นเองนะ เผื่อพี่เค้าจะไป
    ตอนนี้ชั้นไม่ไหวแล้ว....คร่อก
     
    หมดสภาพหลับเป็นตายไปหลายชั่วโมงอยู่กว่าจะฟื้นเล่นเอามึน
    จากนั้นวันต่อมาก็ยังมีไปเป็นหน้าม้าที่ร้านโตไก สาขาอโศก
    เพราะคุณนายเลิฟต้องทำโปรเจค์ป.โทในหัวข้อที่ว่า
    ต้องทำโปรโมชั่นให้ร้านนี้มียอดขึ้นจากปกติภายในเวลาสองชั่วโมง
    เหล่ามนุษย์หน้าม้าจากพับลิชเชอร์ต่างๆ ทั้ง เคมบริดจ์ แมคมิลเลน แมคกรอฮิลล์
    ต่างก็ช่วยกันซื้อคูปองบุพเฟท์กันคนละใบสองใบ
    พอถึงวันงาน เจ้าแม่แฟชั่นอย่างคุณนายเลิฟขอแปลงร่างเป็นสาวญี่ป่นทันที
    ออกมาน่ารักมากเพราะหน้ามันให้
    หกโมงกว่าๆของวัน ฉัน กับโจ้ก็นั่งรถเบียร์มุ่งสู่ร้านโตไกทันที
    ตอนแรกโจ้บอกพี่ปอนด์แฟนโจ้ห้ามสั่งบุฟเฟท์ มันกลัวโจ้กินกระจายแล้วจะอ้วน
    แต่พอไปถึงร้านโจ้ก็อดใจไม่ไหวสั่งบุฟเฟท์จนได้
    กินกันได้สักพัก ป๋าอั๋นแห่งแมคกรอฮิลล์ก็ก้าวเท้าเข้ามา
    พี่อั๋นทานน้อยกว่าเพื่อน สงสัยแกมาเอามันส์โดยเฉพาะ
    ปล่อยมุกกันกระจาย และเพื่อไม่ให้แกมาเสียเที่ยว
    บังเอิญว่าเบียร์ได้CDน้อง อ้อย อาโออิมาพอดี
    โจ้เลยจัดการไรท์แจกทุกคนรวมทั้งพี่อั๋นด้วย!!
    IMG_6024IMG_6026IMG_6027IMG_6029IMG_6030IMG_6031IMG_6032IMG_6036IMG_6037IMG_6038IMG_6040IMG_6039IMG_6042IMG_6048IMG_6044
     
    กินอิ่มแปล้ กลับบ้านกันไป เลิฟมากระซิบบอกทีหลังโต๊ะแกย
    กินกันคุ้มเหลือหลาย ฮ่าๆๆ
     
    แอบขำกันนิดนึงตรงที่พอเลิฟมันเมื่อยขามันก็มานั่งที่โต๊ะพวกฉัน
    ซึ่งก็ดันนั่งติดอาจารย์มันพอดี
    อาจารย์หันมาเจอเลิฟนั่งก็เลยแซวว่าเอ้ย นั่งกับลูกค้าได้ไง
    เบียร์กับพี่อั๋นหัวไวมาก บอกไปได้ว่า
    อ๋อ ผมซื้อดริงค์น้องเค้าไว้ครับ
    เนี่ยซื้อไปเจ็ดดริงค์ นั่งถึงเช้าเลย
    เล่นเอาอาจารย์ขำก๊าก นั่งกันเหวอไปเลย
     
    หลังจากนั้นอีกหนึ่งอาทิตย์ฉันกับเบียร์ก็เตรียมแพ็คกระเป๋าลงภูเก็ตกันในทันใด
    งานนี้แอบไปล่วงหน้าก่อนสองวัน ต้องเริ่มไปเซนทราปั้นหน้าเข้าสังคมกันตั้งแต่วันอาทิตย์
    เลยนัดแนะกับเบียร์ไปออกเดินทางกันตั้งแต่วันศุกร์เลยดีกว่า
    นัดเจอกับเบียร์ที่สุวรรณภูมิ
    งานนี้ลนเหมือนตอนไปยูเคเดี๊ยะ จัดกระเป๋าแบบเอ๋อ
    ตอนแรกก็ใช้ใบประจำ แต่ปรากฏว่าไม่สามารถใส่ปืน2กระบอกและดาบlight saberที่จะเอาไปใส่ตอนงานกาล่าได้
    แถมยังมีสูทตัวใหญ่ของเบียร์ซึ่งฉันต้องไปเอามาให้จากสยามอีก
    เลยต้องเปลี่ยนเป็นแซมโซไนต์ใบยักษ์ที่สามารถใส่ทุกอย่างรวมถึงตัวฉันด้วย
     
    ฉันไปถึงก่อนเบียร์นิดหน่อยพอเบียร์ตามมาก็เช็คอิน
    แล้วก็ไปหาของกินกันก่อน ฉันซัดสปาเก็ตตี้ไปจาน ไม่อร่อยแต่เกลี้ยงเพราะหิวสุดๆ
    ตอนเอาหัวเวเดอร์กับสตอมผ่านเครื่องx-rayก็สนุกดี
    เพราะว่าพวกจนท.สนามบินเรียกเพื่อนมาดูกันใหญ่
    เล่นเอาฉันต้องกลั้นยิ้มเวลาหยิบถุงเดินออกไป
     
    IMG_0533IMG_0534IMG_0537
    --ระหว่างรอขึ้นเครื่อง ก็ถ่ายรูปส่งsmsไปยั่วคุณนายเลิฟและชายชราที่แมคกรอ ฮิลล์--- 
     
    พอส่งsmsเสร็จเลิฟโทรมาบอกว่า เอาmmsไปให้โจนาธานดูเค้าบอกว่าถ่ายยังกะไปฮันนีมูนเมืองนอก
    ส่วนพี่อั๋นsmsตอบกลับมาว่า"มีความสุขกันซะให้พอค่ะ" เนื่องจากทีแรกแกบอกขอไปด้วย
    แต่ติดธุระเลยไปไม่ได้ ฮ่าๆ พลาดมากนะพี่ พลาดของดีไปแล้ว
     
    ใช้ชีวิตอยู่บนเครื่องไปประมาณหนึ่งชั่วโมง
    เราก็ถึงสนามบินภูเก็ตโดยสวัสดีภาพ โทรไปหาคุณนายเลิฟ
    มันก็เพิ่งกลับโรงแรมพอดี เลยแกล้งเร่งให้รีบๆมา เพื่อนๆคิดถึง
    ยืนเกร่ๆรอกันที่สนามบินพักเดียว คุณทีก็มารับพาเราไปพักที่ศรีพันวากัน
     
    ก่อนจะไปถึงเรามีแวะทานข้าวกันก่อน
    ได้ข่าวว่าเพิ่งกินสปาเก็ตตี้ไปเมื่อสักครู่แต่ก็บ่ยั่น
    ก็แค่ปลาเต๋าเต้ยเอ๊งงง กินด้ายยยยยยย
     
    กว่าจะถึงที่พักก็เกือบห้าทุ่มได้
    ฉันกับเบียร์ถึงกับตื่นตะลึงในความอลังการ
    โอ้ว แม่เจ้า ในชีวิตจริงตรูคงไม่มีปัญญาพักที่นี่แน่นอน
    พูลวิลล่าแบบนี้ แทบสลบ
     
    เบียร์เลยฉลองสระว่ายน้ำด้วยการว่ายน้ำอาบแสงดาวกันตั้งแต่เที่ยงคืนถึงตีสาม
    มันไม่เป็นปอดบวมบ้างรึไงฟะ??
    ส่วนฉันก็แค่เอาขาจุ่มๆน้ำเล่นเพราะดันซวยลืมเอาชุดว่ายน้ำมาซะงั้น
    สลับกับการเป็นอีแจ๋ว คอยรินเบียร์ให้คุณชายเบียร์
    จนตีสามน่ะถึงจะแยกย้ายเข้าห้องนอน
    เตียงใหญ่มากกกก ใหญ่กว่า6ฟุตอีกอลังการ
    เลยเรียกเบียร์มานอนบนเตียงด้วยกันก็ได้
    แต่เบียร์เกรงใจกลัวฉันลอบปล้ำ
    เลยไปนอนตรงโซฟาดีกว่า (จริงๆโซฟาก็ใหญ่มากๆ)
     
    ตื่นเช้ามาแปดโมง เอ้ะ รู้สึกเหมือนไม่ได้นอน
    แต่ก็เอาน่า มาเที่ยวๆๆๆ ลุกขึ้นไปล้างหน้าแปรงฟัน
    แล้วออกมาเจอกาแฟร้อนจากคุณที
    ซึ่งแอบถูกใจ เพราะไม่ได้บอกอะไรคุณทีเลยแต่ชงได้รสแบบลาเต้ที่ฉันชอบเป๊ะ
    ในขณะที่เบียร์กินกาแฟดำเพียวๆ
     
    ตอนเช้านั่งจิบกาแฟมองทะลุสระน้ำแล้วมีเส้นตัดกับทะเลเป็นอินฟีนิตี้ สวยมาก
    สวยจนมองแล้วคิดถึงคนข้างหลัง อยากให้มาด้วยกัน
    IMG_0560IMG_0556IMG_0561
     
    จากนั้นเราก็เริ่มออกเดินเพราะมีคนจะพาเดินชมรอบๆศรัพันวากัน
    ตอนแรกคิดว่าใกล้ๆไปแป้ปเดียวกลับ
    เลยไปทั้งหน้าโล้นๆปราศจากครีมกันแดดทั้งมวล
    เป็นวันที่พลาดมาก เพราะวันนี้วันเดียวทำอาฉันหลังไหม้ หน้าดำมาจนถึงวันนี้!
    IMG_0576IMG_0578IMG_0585IMG_0587IMG_0599IMG_0637IMG_0586
     
     
    เดินกันจนทั่ว ดำกันจนได้ที่ก็กลับมาคราวนี้กระโจนลงสระกันอีกรอบ
    ตอนแรกฉันก็เอาขาจุ่มๆ แต่แหมช่างมัน สระส่วนตัวหนิ
    ว่าแล้วก็เสื้อกล้ามชุดนอนกับกางเกงจาสั้นนี่ละฟะ ลุ้ยยยยย
    (นี่ถ้าไม่มีเสื้อกล้ามสงสัยได้ตีโป่งแน่นอน)
    IMG_0673IMG_0676IMG_0679IMG_0680
     
    ว่ายกันจนบ่าย คุณนายเลิฟเพิ่งมา หิวข้าวสุดๆ
    ทั้งเช้ามีกาแฟหล่นถึงท้องแค่ถ้วยเดียว เลยรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า อาบน้ำไปหาของกินด่วน
    ข้อเสียของศรีพันวาคือเข้ามาแล้วขี้เกียจออกไปไหน เพราะมันไกล ไกล๊ ไกล
    อะเมื่อออกแล้วเราก็ไปหาของกินกันทันทีด้วยการนั่งเรือไปทานกันในกระชัง
    อาหารสด อร่อยราวกับเพิ่งจับออกมาจากกระชังเมื่อตะกี้นี้
    ตอนกินแอบแผ่เมตตาไปด้วยถ้าย่าปุกรู้มีหวังโดนเทศน์หูชา
     
    IMG_0693IMG_0696IMG_0697IMG_0700IMG_0701
    ได้ขึ้นไปที่หอชมวิวเขาขาดด้วย กว่าจะไต่ไปถึงลิ้นห้อยออกมาถึงตาตุ่ม แต่ลมดี เย็น วิวสวย หายเหนื่อยเลย
    ก่อนกลับเข้าที่พักมีแวะซื้อลูกชิ้นปลาเจ้าดังที่คุณทีการันตีไว้ว่าใหญ่เท่าลูกกอล์ฟ อร่อยและไม่คาว
    ซื้อกันไปหนึ่งกิโล ทีแรกพอเห็นว่าโลเดียวมีแค่25ลูก เลิฟกับเบียร์มองหน้ากันด้วยความรู้จักขนาดกระเพาะอาหารของกันและกันเป็นอย่างดี
    เลยหันไปบอกว่าเอาอีก! แต่คุณทีสั่งห้ามมมม ไว้มาซื้อใหม่ก็ได้น่า
     
    อ้อ คืนนั้นเราได้ทานข้าวต้มกระดูกหมูที่อรอ่ย อร่อยมากกกก
    กระดูกหมูอ่อนทุกชิ้น กินกันมันปากมาก
    น้ำซุปก็หวาน หวานเสียจนคนไม่ชอบน้ำแกงอย่างฉันยังกินได้หมดชาม
     
    พอกลับถึงที่พัก อ้าว ทำไมพอนังคุณนายเลิฟมาฉันก็ยังกลายเป็นยัยแจ๋วอยู่ดีฟะ
    ขณะที่ตัวเองกำลังบิดของผ่านเน็ตอย่างเมามัน ก็มีเสียงตะโกนจากสระน้ำว่า
    ปอนด์ อยากกินขนมจาก  ปอนด์ ไปลวกลูกชิ้นมาให้กินหน่อยดิ๊
    อะไรกันนักหนา ขอตูซื้อของเสร็จก่อนได้มั้ย
    แต่ซื้อของเสร็จแอบดูมวยต่อด้วย เชียร์พี่สมจิตรขาดใจ ฮ่าๆ
     
    จากนั้นก็ออกมาลวกลูกชิ้นพร้อมเป็นเบ๊ต่อ นั่งคุยกันสนุกสนานถึงตีอะไรไม่รู้
    แล้วก็เข้านอน คืนนี้เลิฟพยายามชวนเบียร์ขึ้นเตียงเป็นครั้งที่สอง แต่ไม่สำเร็จ
    ท่าทางเบียร์จะกลัวเราสองคนเอามากๆ ฮ่าๆ
     
    เช้าวันอาทิตย์ เตรียมกลับสู่สภาพความเป็นจริง
    เรามาภูเก็ตเพื่อประชุมนี่หว่า คิดได้ดังนั้นก็ชักไม่สนุก
    เตรียมตัวเก็บข้าวของพร้อมสมบัติพัสถานแล้วก็ถ่ายรูป ถ่ายรู๊ป ถ่ายรูปกันทั่วๆ
     
    แอบติดใจฝักบัวใหญ่ๆของที่นี่ หลังจากที่ไปแอบดูที่โฮมโปร
    พร้อมกับตกใจในราคา กรี้ดดด สองหมื่น ได้ข่าวว่านั้นเกินครึ่งของเงินเดือนอิชั้นอีกนะ!
    พักที่นี่เราสามคนออกไปอาบน้ำฝักบัวท่ามกลางแสงจันทร์กันหมด
    ก็ดูสิ บรรยากาศน่าอาบแถมสบู่อาบน้ำของปัญปุริก็อย่างหอม
    หอมจนคุณนายเลิฟลงทุนเทน้ำมันล้างหน้าแล้วกดครีมอาบน้ำไปตู้มมมม
    IMG_0711IMG_0712IMG_0715IMG_0728IMG_0730IMG_0731IMG_0739IMG_0737IMG_0740IMG_0741IMG_0733IMG_0748IMG_0759IMG_0760IMG_0766IMG_0769IMG_0768
     
     บ่ายโมงกว่าเราสามคนก็เคลื่อนทัพออกจากศรีพันวามุ่งหน้าสู่ เซนทารา กะรน
    ปรับสีหน้าจากนักท่องเที่ยว พาหลังดำๆไหม้แดด มุ่งหน้าเข้าสู่ work modeกันทันที
     
    August 22

    โง่ เซ่อซ่า

     
    มือถือเบอร์หายครับพี่น้อง
    ไม่ได้เครื่องหายนะ
    หายเฉพาะเบอร์
     
    อยากจะกรี้ดดังๆในความโง่
    อยู่ดีไม่ว่าดีดันอัพเกรดเฟิร์มแวร์ในมือถือซะ
    มันก็ล้างเครื่องเราดีๆนี่เอง
     
    สรุปใครรู้จักข้าพเจ้าช่วยโทรหาทีเถอะนะ
    ตอนนี้มือถือใหม่กว่าตอนซื้อมาใหม่ๆอีก
    แง๊
    August 13

    โชคดีจังมีแม่สองคน

    ไหนๆก็ไหน ในโอกาสวันแม่ที่ผ่านมา
    ขอเขียนถึงแม่อีกสักครั้งดีกว่า
    เพราะจะว่าไปชีวิตนี้ฉันมีแม่กะเค้าอยู่สองคน

    เปล่าพ่อฉันไม่ได้มีเมียน้อย
    พ่อฉันมีเมียเยอะค่ะ เยอะมากชนิดที่ว่าขุนแผนเรียกพี่เลย
    แต่คุณนายแม่ของฉันเป็นสตรีหมายหนึ่งนั่นเอง

    โชคดีที่เป้นของฉันที่ไม่เคยเห็นการบู๊กันแบบยุทธการปราบเมียน้อยเหมือนในหนังในละคร
    เพราะแม่ฉันถือคติที่ว่า เฉยไว้เป็นดี
    เพราะการเป็นภรรยานั้นบางครั้งก็ต้องแกล้งโง่บ้าง
    เพราะฉะนั้นพ่อเลยค่อนข้างเกรงใจและเคารพแม่ฉันพอสมควร

    สำหรับฉันแม่เป็นผู้หญิงที่อดทน เข้มแข็งมาก
    เก่งและขยันด้วย สวยสง่ามาดคุณนายอีกต่างหาก
    ซึ่งฉันกับน้องสาวเคยลงมติกันสองคนอย่างคร่ำเครียด
    ว่าทำไมเราถึงไม่ได้หน้าตาและมาดของแม่มาสักเท่าไหร่เลยว่ะ

    แม่คนที่สอง คนนี้เป็นสุดยอดผู้หญิง ที่หนึ่งในจักรวาล
    สาวโสดอายุเกือบ60 ไม่สวย เหมือนทอมแต่เก่ง เป็นนักเลงด้วย
    ลูกน้องเพียบ เรียนมาน้อยแต่ฉลาดเป็นกรด
    คิดเลขไวชนิดนักคณิตศาสตร์ยังอาย
    ผู้เลี้ยงดูปูเสื่อ ส่งเสียและสั่งสอนดูแลฉันทุกอย่าง
    มาตั้งแต่แบเบาะ แบเบาะจริงๆ
    เนื่องจากพ่อฉันเป็นลูกชายคนเดียว พอแต่งงานมีลูกคนแรก
    โชะเลยได้หลานสาวออกมาหน้าตาดี๊ ดี
    เธอชื่นชอบเอลวิสและบีทเทีลมากๆเลยตั้งชื่อหลานคนนี้ว่า ปอล...
    ไม่เกี่ยวใช่มะ แต่ถ้าบอกเซอร์พอล แห่ง The Beatles ล่ะ
    เมื่อปาป๊าต้องย้ายไปทำงานต่างจังหวัด
    มหกรรมการแย่งชิง"หลานใน"ก็เกิดขึ้น
    อาม่าเล่าให้ฟังว่าฉันในวัยไม่กี่เดือน
    ต้องบินไปบินมาระหว่างกทม และภาคเหนืออยู่หลายครั้ง
    เพราะอาม่า อากงและป้าทนคิดถึงหลานไม่ไหว
    จนหลานป่วยเพราะบินบ่อยจัด ปวดหู
    แม่เลยต้องทำการตัดใจยกให้ป้าเลี้ยงซะ
    ป้าคนนี้ก็เลี้ยงมาอย่างดี ดีขนาดที่แม่คนนึงจะสรรหาสิ่งที่ดี่สุดมาให้ลูกคนนึงได้
    ฉันในวัยเด็กจึงเติบโตมาด้วยคำว่าดีที่สุดเสมอ

    วันแม่ปีนี้ก็เหมือนทุกๆปีคือไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษ
    เพราะฉันอ้อนแม่กับป้าอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว
    ปีนี้ไม่ได้ให้ดอกมะลิ แต่ให้ต้นมะลิทั้งต้นแทน
    ปลูกให้รอดนะตั่วโกว ฮ่าๆ
    August 10

    080808

    080808
    ฤกษ์งามยามดีสำหรับการเปิดโอลิมปิคส์เกมส์
    แล้วก็เป็นฤกษ์งามยามดีสำหรับการทานข้าวกันระหว่างแกงค์สี่สาวที่ยังเหลืออยู่ด้วย
    ปกติแล้วกลุ่มเพื่อนซี้อย่างพวกฉันที่คบกันมาตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย
    เราเคยมีการคุยกันว่าจะไม่ต่างคนต่างซื้อของขวัญ
    ให้เจ้าของวันเกิดระบุมาเลยว่าปีนั้นอยากได้อะไร
    เพื่อนๆที่เหลือจะจัดการหารให้ แต่มีข้อแม่ว่าจะไม่เกินเท่านั้นเท่านี้บาท
    ยังขอตังค์พ่อแม่อยู่ ถ้าเกินงบก็ให้ได้เท่านี้ที่เหลือออกเองก็มี
     
    แต่พอเรียนจบสาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่วันเกิดแล้ว
    มันอยู่ที่การได้กลับมาคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันมากกว่า
    ก็เลยมีการแก้เป็น เจ้าของวันเกิดอยากทานอะไร
    เราจะพาท่านไปทานฟรี เพื่อนๆที่เหลือจะหารให้
    สมัยเรียนจบใหม่ๆของทานจะธรรมดาม๊ากกกค่ะ
    เป็นฟูจิ ซิซเลอร์ เอ็มเค อะไรแบบนั้น
    จะมีท้ายๆที่พยายามแหวกแนว
    ฉันเคยพาพรรคเพื่อนไปทานมังกี้ช็อคร้านสี่
    ร้านโปรดของฉันเลย ชอบบรรยากาศ ชอบนั่งข้างนอกด้วยนะ
     
    แต่ก็มีกระแสเสียงบ่นว่ากลับดึก อะไรแบบนั้น(ตอนนั้นก็24แล้วนะเพื่อน)
    แต่หลังจากนั้นอีกหน่อยนึง พวกเราก็เริ่มรู้สึกกันว่า
    ไอ้ฟูจิ ซิซเลอร์ เก็บไว้กินเองก็ได้
    หาร้านสวยๆเพลงเพราะๆกันดีกว่า
    เราก็เลยเริ่มหาร้านแปลกๆกัน
    โดยส่วนมากคุณนายแพรผู้ช่ำชองร้านอาหารที่สุดเป็นคนแนะนำ
    คุณนายบอกมีหนุ่มๆพาไปทานบ่อย
    เพราะสมัยนั้นฉันมักจะแนะนำฝ้ายคำอยู่ร้านเดียว
    อ้าววว ก็กินฟรีอะ.ไม่สนเรอะ ฮ่าๆ
     
    หลังจากที่เราเริ่มค้นพบกันว่าร้านอาหารบรรยากาศสวยๆ เพลงเพราะๆนั้น
    เพิ่มรสชาติให้อาหารและการเมาท์ได้ดีกว่าซิซเลอร์เป็นไหนๆ
    สี่สาวก็เริ่มใจแตกขึ้นๆ
    เช้าวันศุกร์ที่เลขสวย ฉันเปิดอีเมล์มาก็พบลิงค์ของร้านอาหารเรือนเจ้าพระยา
    ที่คุณนายแพรเป็นคนแนะนำ หลังจากส่งลิงค์ต่อให้เลิฟแล้ว
    เลิฟก็ถามว่ามีเพลงมั้ยวะ....เออ ดูจากรูปไม่น่ามีนะแก
    งั้นไม่อาววววววว เสียงเลิฟดังสนั่นออฟฟิศ
    อ้าวไม่เอาเรอะ กินวันเกิดแก แกก็คิดสิ อยากเอาที่ไหน
    เลิฟอยากกินร้านที่ตรงเลียบทางด่วนอะ
    อ๋ออออ จำได้ที่ไปวันที่ชั้นไม่สบายใช่มั้ย จำได้ๆว่ามันอยุ่ในซอยต้องเลี้ยวซ้าย
    เออแต่ร้านมันชื่ออะไรฟะ
    เออ ชั้นก็จำไม่ได้เหมือนกัน
     
    ตรู้ดดดดดดดด สายตรงถึงคุณนายแพรในบัดดล
    ฮัลโหลแกว่าไง
    เออแกจำร้านที่ไปกินที่เลียบทางด่วนได้มั้ย
    เลิฟมันอยากไปร้านนั้น
    อ๋อ Spring
    เออออ Spring
    แกจำทางไปได้เหรอปอนด์
    จำได้ๆ ว่าต้องเลี้ยวซ้าย แต่นอกนั้นตรูไม่รู้ว่ะ
    แล้วตกลงแกเอาใครไป
    พี่โยว่ะ
    อ้าวพี่โยเหรอ งั้นก็เมาท์เดน่าไม่ได้สิแก
    อย่าหลุดนะมึง ถ้าหลุดมึงตายยย
     
    อะเลือกร้านได้แล้วก็ค่อยยังชั่ว
    แต่ตอนเลิฟโทรบอกคุณนายผึ้งเธออิดออดอยากไปSortrelมากกว่า
    กรี้ดดดใกล้บ้านเกิน เบื่อค่ะ
    ปีนี้ไปมาสามครั้งแล้ว ไม่เอาได้มั้ยอะเลิฟ
    เลิฟบอกเออเบื่อเหมือนกัน ไม่อยากไปแล้ว
    เลยตกลงให้ฉันเป็นคนมัดมือชกโทรไปหาผึ้งอีกทีว่าที่ประชุมมีมติอนุมัติสปริงไปเรียบร้อยแล้ว
     
    เราตกลงนัดให้ผึ้งมาหาที่ Esplanade
    เลิฟกับฉันไปถึงกันตั้งแต่ห้าโมงตรง
    คุณหัวหน้างานหันมากระซิบ เราจะเจอกาเร็ธที่นี่มั้ยวะ
    ไม่มั้งแก นี่มันห้าโมงเป๊งแล้ว เราแค่ออกก่อนเวลานิดนึงเอง
    อีกอย่างวันนี้ชั้นก็มีนัดไปตั้งสามถ้าเป็นปกติตูกลับบ้านไปแล้วววว
    เออ ไอ้ผึ้งเลิกงานหกโมง เราจะทำอะไรกันดีวะแก เลิฟถาม
    อยากสระผมว่ะ เมื่อเช้าไม่ได้สระผมกลัวไข้ขึ้น
    ฉันเพิ่งเข้าร้านเมื่อเช้านี้แก
    อะงั้นหาอย่างอื่นทำละกัน เออแกข้างล่างมี Red mango
    เหรอ ดีๆงั้นไปโดนกันคนละถ้วยก่อน
     
    เคยมีคนนิยามกันไว้ว่า อย่าเอาพรรณทิพากับนันทพรมาเจอกัน
    เพราะไอ้สองคนนี้มีแซ่จีนแซ่เดียวกันคือ"แซ่บ่าง"
    ไปไหนด้วยกันทีไรมีแต่เรื่องเสียเงิน(เยอะๆ)ทุกที เพราะไม่เคยขัดกันมีแต่ยุกันๆ
    ยิ่งมีสุระไปด้วยอีกคนยิ่งไปกันใหญ่ ไม่มีใครยอมใครช้อปกันกระจายทั้งนั้นนนน
     
    ตอนเล็มไอติมกันอยู่สองคนเลิฟนึกได้หันมาถาม
    แกไม่สบายอยู่ไม่ใช่เหรอ
    เออ แต่อยากกินนี่หว่า ชอบเรดแมงโก้อะอุตส่าห์สั่งถ้วยเล็กแล้วนะ
    แล้วก็ก้มหน้าก้มตาตักกินจนหมด
    จากนั้นก็ไปเข้าห้องน้ำ ขาออกฉันดันเอ๋อ
    พาคุณนายเลิฟออกทางประตูเมด เปิดเข้าไปเต็มแรงเจอแต่ไม้ม็อบไม่มีทางออก
    ดีนะไม่มีคนเห็น อายชิปเป๋ง ^^"
     
    เดินเรื่อยเปื่อยมาถึงชั้นM อ้าวเจอร้านนวดซะแล้ว
    สองคนหันมามองหน้ากัน
    เอามะปอนด์
    เอามั้ยเลิฟ
     
    เอาวะ
     
    เดินเข้าไปนวดเท้ากันคนละชั่วโมง ฮ่าๆ
    บอกแล้วอย่ามาอยู่ด้วยกัน ไม่เคยห้ามกันซักที
    ตอนไปเวียดนามด้วยกันถูกใจรองเท้าคู่นึงราคาแพงนรก
    คือเงินเวียดนามมันศุนย์เยอะมากค่ะ โง่เลขหารแล้วมึน
    เลิฟยุเต็มที่ สวยแก สวยเอาไปเลย
    อะวางAMEXโชะลงไป รูดออกมาที่ 98 US$ ราคาดองอยู่ที่ล้านสี่ค่ะพี่โน้งงง กรี้ดดดดด
    นอนไม่หลับไปสามวัน ฮ่าๆ แถมใส่แล้วกัดอีกต่างหาก
    เล่าให้ใครฟังก็ทั้งขำทั้งเจ็บใจ
     
    นวดเสร็จคุณนายผึ้งโทรมาพอดี
    อะลงไปรับเพื่อนเป็นที่เรียบร้อยก่อนจะไปที่รถ
    ผึ้งตื่นเต้นมากพอรู้ว่าเลิฟจะขับ
    ฉันเลยรีบบอกสบายแก เลิฟมันขับดี ดี๊ ดี
    ฉันอาสานั่งข้างหลังเพื่อให้ผึ้งมันได้รู้สึกว่า"ตื่นเต้นและลุ้นที่สุดในชีวิต"มันเป็นยังไง
    เข้ารถปุ๊ปคุณนายเลิฟจิ้มGPS ตุ๊ดๆๆ
    เงียบ...
    แกพิมพ์สปริงแล้วไม่มีอะ..
    เงียบ..
    ลองพืมพ์คำว่าเลียบทางด่วนจะมีมั้ยแก
    แบบนั้นพิมพ์ไม่ได้แก
    ง่า แกๆๆ ลองเอาร้านแถวนั้นๆชั้นจำได้ร้านของในหลวงต้องมีแน่ๆ
    แต่ร้านมันชื่ออะไรวะ เวรจริงๆที่ฉันดันมาลืมเอาวันนี้น
    งั้นมันจะมีอีกร้านนึง เออแต่ก็ลืมชื่อเหมือนกัน
     
    แย่แล้วไอ้แพรโทรมาพอดีบอกว่าถึงร้านแล้ว
    พวกฉันบอกว่ายังหาทางไปอยู่รอก่อนนะ
    แต่จนแล้วจนเล่าสิบกว่านาทีเราก็ยังไม่ได้ออกจากลานจอดรถ
    เลิฟโทรหาพี่เค...ไม่รับ
    ฉันโทรหาพี่อั๋น..ไม่รับ
    ฉันโทรหาเบียร์...ไม่รับ
    ผึ้งโทรหาพี่เคอีกรอบ...รับแล้วเย้
    แล้วพี่อั๋นก้โทรกลับ
    คำแรกพี่ถามอย่างกับตาเห็น "หลงเหรอคะ"
    แหะๆ ยังไม่หลงแต่หาทางไปไม่ถูกน่ะสิคะ
    อ๋อ ออกไปชิดขวาแล้วเลี้ยวขวาแล้วเลี้ยวซ้ายแล้วก็ตรงไป
    แล้วเลี้ยวขวาแล้วก็ตรงๆๆก็ถึงแล้วค่ะ
    แต่ที่คุณนายผึ้งได้ยินจากพี่เคเป็น แล้วซ้าย เลี้ยวขวาแล้วซ้ายอีกที่แล้วอะไรไม่รู้
    ส่วนเบียร์โทรกลับมาทีหลังเบียร์บอกว่าแกตรงไปแยกเกษตรเลย
    ไหนๆก็เลยมาแล้วจริงๆแกต้องเลี้ยวตั้งแต่แยกพระรามเก้าแล้ว
    แล้วนี่ทำไมพวกแกไปกินข้าวเค้าอยู่ดูโอลิมปิกกันทั้งนั้น...
    โว้ยยย งงเจ้าค่ะ งง
     
    สรุปคุณนายผึ้งขอย้ายมานั่งหลังเพราะไม่รู้ทาง
    ฉันเลยต้องเป็นเนวิเกเตอร์จำเป็น
    ตอนบอกทางทำหน้ามั่นใจมาก (แต่ในมือพร้อมจิ้มหาพี่อั๋นตลอด)
    เลิฟมันจะรู้มั้ยว่าตรูมั่ว
    บอกทางไปศูนย์วัฒนธรรมถูก แล้วตรงไปเลยแก ตรงไป
    จะเจอทางเลี้ยวซ้าย คุ้นๆว่ามันมีคาเฟ่โป๊ๆ ชั้นเคยเห็นมีสาวๆมานั่งโป๊ๆช่วยกันดูนะแก
    กดหาไอ้แพรเข้าฝากข้อความ เวรแล้วไอ้เพื่อนทำไมไม่รับสาย
    อ้าวนินทาซะเลยเพราะผึ้งยังไม่อยู่ในเหตุการณ์คืนนั้น
    เมาท์ๆๆๆนังแพรซะจนทางที่ไปเริ่มมืด
    เลิฟบอกเลี้ยวซ้ายตรงไหนวะแก ไม่รู้ว่ะ มันน่าจะสว่างกว่านี้นะ
    ลองซ้ายเลย เลี้ยวโชะ เป็นสะพานน่ากลัวมาก
    ข้างหน้าเป็นโรงแรมเบอร์ลินด้า อะไรวะเนี่ย ไม่ใช่แล้ว
    ข้างหน้ามีป้าหนึ่งคนกับน้องวัยรุ่นอีกคน
    เลิฟบอกถามป้าเลย
    แต่จากการที่ขับรถหลงในภาคอีสานบ่อยมาก
    ป้าเค้าไม่รู้ทางหรอก ถามน้องดีกว่า
    น้องคะเลียบทางด่วนไปทางไหนคะ
    พี่คะถอยหลังแล้วตรงยาวจนเจอไฟแดงแล้วเลี้ยวขวาเลยค่ะ
    พอรู้ทางฉันต้องหันไปยกมือไหว้เลิฟ เลิฟขอโต้ดดดด จะไม่เมาท์แล้วอะ
    ขับไปให้ถูกก่อนนะ ผึ้งบอกเอ้ยแต่ไปถึงเมาท์ไม่ได้นะแกพี่โยอยู่
    อะเออจริง
    พอเข้าแยกเหม่งจ๋าย คราวนี้เลี้ยวซ้าย
    เลี้ยวขวา
    หรือตรงไปฟะ
     
    คุ้นๆเหมือนพี่อั๋นบอกตรงไปนะแก
    แต่ฉันก็คุ้นๆว่ามันน่าจะเลี้ยวขวานะ
    โทรๆแกปอนด์แกโทรเดี๋ยวนี้ แพรรอเงกแล้ว
    อะพี่อั๋นคร้า ตอนนี้หนูอยู่นี่ค่ะ เลี้ยวอะไรดีค้า
    พี่อั๋นบอกขวาค่ะ
    อะ ขวาแล้วน่าจะถูกแล้วนะ พอจำได้ๆๆๆ
    ผ่านร้านเฉลียง เออ คุ้นแล้วเพื่อนคุ้นแล้ว
    โผล่ออกมาเจอเชยเตอร์ เลิฟฟร้านนี้ไงที่ชั้นบอกว่าเมื่อกี้เราน่าจะใส่ชื่อนี้แต่ชั้นจำชื่อไม่ได้น่ะ
    ช้าไปแล้วว้อยไอ้ปอนด์ คุณนายผึ้งด่าจากข้างหลัง
     
    แล้วไปไงต่ออะปอนด์
    ตรงไป ตรงไปเลยต้องเจอคริสตัล พาร์คก่อน
    นั่นไงแก คริสตัล
    ไม่ใช่นั่นปั๊มบางจาก
    นี่ไงๆคริสตัล
    ไม่ใช่ไอ้เลิฟนี่มันโลตัส
     
    เฮ้ยแก ขึ้นสะพานรึเปล่าวะ
    ไม่รู้ว่ะแก รู้แต่ว่าต้องตรงไป
    งั้นไม่ขึ้นสะพานนะ ช้วบบบบบ
    เลี้ยวมาเจอลาดพร้าว 81ซะงั้น
    ฉันเริ่มซีดหน้าเริ่มเหลือสองนิ้ว
    แย่ละว้อย มันมาลาดพร้าวได้ไงวะ

    พี่อั๋นนนนนนน ช่วยหนูด้วย พวกหนูมาลาดพร้าวแล้วค่ะ
    มาได้ไม่รู้ค่ะ พี่อั๋นบอกให้หาที่ยูเทิร์นแล้วเลี้ยวซ้ายก็เจอแล้ว
    แต่ทางยูเทิร์นช่างยาวไกล
    ถ้ามันต้องไปกลับรถถึงซอยภาวนา ฉันคงได้ขอลาเพื่อนไปนอนบ้านเฮียปั๊มเป็นแน่แท้
    เพราะทนอับอายที่บอกทางผิดๆถูกๆไม่ไหว
    อายพี่อั๋นก็อาย สงสารแพรก็สงสาร
    กลัวไอ้ผึ้งตบกบาลอีก
    ไอ้เลิฟคงตบเราไม่ได้มือมันกำพวงมาลัยอยู่ ฮ่าๆ

    อะพอกลับรถได้ เลี้ยวผิดไปอีกหนึ่งดอก
    แต่ไปไม่ไกลมากบวกกับรถมาน้อยพอดี
    เลยบอกเลิฟว่าก่อนเราจะออกทะเลไปกว่านี้
    ใช้วิธีหน้าด้านถอยหลังแล้วเลี้ยวเอาเลยดีกว่า
    เค้าไม่ด่าเราหรอกเลิฟ เค้าด่าพ่อกับแม่เราที่บ้านมากกว่า
     
    อะพอตรงไปได้อีกนิด กรี้ด คริสตัล แล้วแก
    เตรียมยูเทริน์ๆๆๆ อะไปแซงเค้าด้วยตอนกลับรถ
    เจอด่ามาอีกสองปี๊น
    แกคราวนี้ไม่หลงแน่ ฉันรีบบอก
    เลี้ยวซ้ายว้อย เลี้ยวซ้าย
    กรูโคตรจะมั่นใจ จำได้สุดก็เลี้ยวนี้แหล่ะวะ
    พอถึงร้านด้วยสวัสดิภาพก็โทรายงานตัวกับเบียร์และพี่อั๋น
    สรุปรถไม่ติดแต่ใช้เวลาเดินทางชั่วโมงครึ่งเต็มๆ
    หลงเพียวๆ
    น่าอายเหลือเกิน
    อะกินกันไป เมาท์กันไป

    อาหารอร่อย เพลงเพราะ ฉันแอบหันไปดูพิธีเปิดโอลิมปิคเป็นระยะๆ
    (เรื่องพิธีเปิดเดี๋ยวจะมาเขียนเต็มๆอีกรอบเพราะประทับใจมากๆ)
    สนุกมาก ถ่ายรูปเก็บไว้เผื่อจัสด้วย

    ลองโทรหาจัสครั้งแรกตอนสามทุ่มยังไม่รับเพราะทำงานอยู่
    กะเวลาอีกทีสี่ทุ่มก็ราวๆสี่โมงจัสน่าจะเลิกงานแล้ว
    โทรไปเสียงจัสดีใจมากๆ
    บอกขอบใจมากเพื่อนที่แกไม่ลืมชั้น

    จะลิมได้ไงเพื่อน ต่อไปถ้าผึ้งต้องแต่งงานแล้วย้ายไปเยอรมันอีกคน
    จะเหลือแค่เลิฟ แพร ฉันมาฉลองวันเกิด เหงาแย่เลย
    จากนั้นก็เป็นการส่งโทรศัพท์ให้เพื่อนๆได้คุยกับจัส

    คุยเสร็จเริ่มง่วง เลิฟหาวใหญ่บอกทำไมง่วงวะ
    ฉันว่าสงสัยเพราะร้านมันมืดว่ะแก
    เอ้าคิดเงินแล้วกลับบ้านกันดีกว่า
    กลับบ้านไม่หลงเพราะGPSนำทางได้แล้ว
    แต่เลิฟส่งพวกฉันที่ตรงงามดูพลีก่อนจากนั้นค่อยเรียกแทกซี่กลับกันต่อ

    สรุปว่าวันนี้สนุกมาก
    สนุกก็ตรงมันหลงนี่ล่ะ คราวหน้าเป็นกินวันเกิดฉัน
    เอาที่ไหนดีละเนี่ย อุอุ